วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

"เสี่ยอนันต์" รวยพุงปลิ้น ราชการแห่เช่า"อิมแพ็คเมืองทอง" ฟันรายได้ปีละ 1,500 ล้าน




อนันต์ กาญจนพาสน์

อนันต์ กาญจนพาสน์


วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553 เวลา 14:39:38 น.  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"เสี่ยอนันต์" รวยพุงปลิ้น ราชการแห่เช่า"อิมแพ็คเมืองทอง" ฟันรายได้ปีละ 1,500 ล้าน

"ประชา ชาติธุรกิจ"ตรวจสอบหน่วยงานรัฐใช้เงินเช่าศูนย์ประชุมช่วง 2 ปีย้อนหลัง พบหลายแห่งแห่ใช้บริการอิมแพ็คเมืองทองฯของ "เสี่ยอนันต์ กาญจนพาสน์" ปีละ 200-300 ล้านบาท กรมส่งเสริมการส่งออก ลูกค้าใหญ่ ล่าสุดเช่าแสดงเฟอร์นิเจอร์ระหว่าง 10 -12 มี.ค.2553 เผยตัวเลขปี 2551 ฟันรายได้ทะลุ 1,500 ล้าน ทิ้งห่างศูนย์ประชุมสิริกิติ์ของเสี่ยเจริญ ไม่เห็นฝุ่น

ศูนย์ประชุมบริษัท อิมแพ็ค เมืองทางธานี ของตระกูลกาญจนพาสน์กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างแท้จริงมาหลายปีแล้ว   ล่าสุด "ประชาชาติธุรกิจ"ตรวจสอบ พบว่าหน่วยงานราชการหลายแห่ง จองคิว เช่าพื้นที่ประชุมจัดงานอีเว้นต์ถี่ยิบ คิดเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 200 ล้านบาทไม่รวมงานของธุรกิจเอกชน เผยผลประกอบการปี 2551 ฟันรายได้กว่า 1,500 ล้านบาท ทิ้งห่างศูนย์สิริกิติ์ของเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี
      ทั้งนี้ในช่วงปีงบประมาณ 2552   (1 ต.ค. 2551-30 ก.ย. 2552) ที่ผ่านมา หน่วยงานทางราชการถึง 9 แห่ง ทำสัญญาเช่าพื้นที่กับ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์  จำกัด ถึง 17 ครั้งรวมเงิน 222.1 ล้านบาท ได้แก่
     1.คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)  สังกัดกระทรวงการคลัง เช่าพื้นที่เมื่อวันที่   27 ส.ค. 2552  วงเงิน   5,893,550 บาท  
      2.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เช่าพื้นที่จัดงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย 2552 และThailand Travel Mart Plus2009  เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2552 วงเงิน  25 ล้านบาท
      3.กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ   เช่าพื้นที่ 3 ครั้ง  ได้แก่  เช่าอาคาร 7 และอาคาร 8  พื้นที่ 13,500 ตารางเมตร  เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2551  วงเงิน 4,297,387 บาท   ,
 เช่าพื่นที่อาคาร 9 พื้นที่ 10,000ตารางเมตร ระยะเวลา 6 วัน วันที่ 24 เม.ย. 2552  วงเงิน  3,065,122 บาท    ,เช่าพื้นที่อาคารชาเลนเจอร์ 1 พื้นที่ 10000 ตารางเมตร วันที่    3 ส.ค. 2552 วงเงิน  2,300,000 บาท 
      4.กรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์  เช่าพื้นที่ 5 ครั้ง ได้แก่   เช่าสถานที่จัดงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน 2552 (Bangkok International Gift Fair& Bangkok International Houseware Fair 2009)  วันที่ 9 เม.ย. 2552 วงเงิน  18,951,840 บาท  ,เช่าสถานที่พร้อมบริการ เพื่อใช้จัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2552   วันที่  7 พ.ค. 2552  วงเงิน   11,684,400 บาท   , เช่าอาคารชาแลนเจอร์ 1-3 ฮอล์ล1-6   วันที่  29 มิ.ย. 2552 วงเงิน 7,200,000 บาท  , เช่าพร้อมบริการ เมื่อวันที่    29 มิ.ย. 2552  วงเงิน 72 ล้าน บาท  และ เช่าสถานที่พร้อมบริการ  วันที่  7 ส.ค. 2552   วงเงิน 15,408,000 บาท 
     5. กรมการค้าต่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์  เช่าสถานที่ใช้งาน เมื่อวันที่  12 ธ.ค. 2551  วงเงิน  1,841,738 บาท 
     6. กรมการพัฒนาชุมชน เช่าพื้นที่จัดงานประกวดผลงานของเครือข่ายองค์ความรู้ จังหวัดดีเด่น   22 มิ.ย. 2552 วงเงิน  11 ล้านบาท 
     7. สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี  เช่าใช้บริการสถานที่สำหรับการจัดงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2552 ระหว่างวันที่ 8-23ส.ค. 2552  เมื่อวันที่  12 พ.ค. 2552  วงเงิน  21 ล้านบาท  และเช่าเพื่อใช้ในการจัดแสดงนิทรรศการ "วันเทคโนโลยีและนวัตกรรมของไทย ประจำปี2552 ระหว่างวันที่ 1-4 ตุลาคม 2552  เมื่อวันที่  17 ส.ค. 2552  วงเงิน 6 ล้านบาท   
    8. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เช่าในการจัดประชุมสมัชชาการศึกษานานาชาติแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4  เมื่อวันที่  23 มี.ค. 2552  วงเงิน  4,204,625 บาท  และเช่าจัดงานเก่งสร้างชาติ ปี 2552   เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2552  วงเงิน  6 ล้านบาท 
     9. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข  เช่าพื้นที่อาคารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2552  วงเงิน  6,349,380 บาท   
      ก่อนหน้านี้ในปีงบประมาณ 2551 (1 ต.ค. 2550-30 ก.ย. 2551)  มีหน่วยงาน 4 แห่ง เช่าพื้นที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็คเมืองทองธานีจัดงาน 13 ครั้ง  รวม  303.1 ล้านบาท   ในจำนวนนี้เป็นกรมส่งเสริมการส่งออก 5 ครั้ง กรมการค้าภายใน 1 ครั้ง   สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  (งาน ITU TELECOM ASIA 2008)  1 ครั้ง  กรมการพัฒนาชุมชน  2 ครั้ง (งานOTOP CITY ครั้งที่ 5 -มหกรรมคัดเลือกเครือข่ายองค์ความรู้จังหวัดดีเด่น)   กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน 1 ครั้ง  (งานสัปดาห์ความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ ครั้งที่ 22)  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2 ครั้ง  (งานประชุมวิชาการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิ วัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์-งานมหกรรมนวัตกรรมการเรียนรู้"มหัศจรรย์ เด็กไทย") และ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 1 ครั้ง
      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด  เป็นของนายอนันต์ กาญจนพาสน์ จดทะเบียนก่อตั้งวันที่   14 ตุลาคม 2542 ทุนจดทะเบียนปัจจุบัน  2,952.7 ล้านบาท  ที่ตั้ง เลขที่ 99 ถนนป๊อปปูล่า ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี   บมจ. บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 55.1%  บริษัท จัทแลนด์ จำกัด 44.8 %  (หมู่เกาะเคย์แมน)  ได้แจ้งผลประกอบการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า
       ปี 2552 รายได้ 1537 ล้านบาท กำไรสุทธิ 178.1 ล้านบาท
       ปี 2551 รายได้ 1,619.3 ล้านบาท กำไรสุทธิ 366.9 ล้านบาท
       ปี 2550 รายได้ 1,424.2 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 40.6 ล้านบาท
       ปี 2549 รายได้ 1,308.4 ล้านบาท กำไรสุทธิ 191.8 ล้านบาท
       ปี 2548 รายได้  1118.4 ล้านบาท กำไรสุทธิ 150 ล้านบาท
      ขณะที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ซึ่งดำเนินงานโดย บริษัท เอ็น. ซี. ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัดในเครือนายเจริญ สิริวัฒนภักดีนั้น ได้แจ้งผลประกอบการต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า
      ปี 2551 มีรายได้ 564 ล้านบาท กำไรสุทธิ 80.6 ล้านบาท 
      ปี 2550 มีรายได้  549.1 ล้านบาท กำไรสุทธิ 87.2 ล้านบาท
      ปี 2549 รายได้ 593.1 ล้านบาท กำไรสุทธิ 124.7 ล้านบาท 
      ปี 2548 รายได้ 682.4 ล้านบาท กำไรสุทธิ 167.7 ล้านบาท
      ปี 2547 รายได้ 649.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 134.5 ล้านบาท
      น่าสังเกตว่าตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา รายได้และผลกำไรของบริษัท เอ็น. ซี. ซี. แมนเนจเม้นท์ฯลดลง ในขณะที่บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัดกลับเพิ่มขึ้น
      ต้องถือว่า เป็นช่วงน้ำขึ้น ของ" ตระกูลกาญจนพาสน์" อย่างแท้จริง !!!
 
 
 
 รูปจาก:http://www.impact.co.th
                                      http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1268293495&grpid=02&catid=no

--
Web link
http://www.edtguide.com/SuanplooThaiMassage_486629
http://www.victam.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://www.niwatkongpien.com
http://sundara21.blogspot.com
http://www.educationatclick.com
http://www.pwdom.com/v1/
http://cloudbookclub.blogspot.com
http://blogok09.blogspot.com
http://thairaptorgroup.com/TRG/modules.php?name=Forums&file=viewtopic&t=2049
http://www.ias.chula.ac.th/Thai/modules.php?name=NuCalendar

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

"บรรหาร"... ล้างคาวปลาไหลใส่หัวมังกร



วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:00:08 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"บรรหาร"... ล้างคาวปลาไหลใส่หัวมังกร

คอลัมน์ มนุษย์การเมือง
โดย อิศรินทร์ หนูเมือง isuans@hotmail.com



ความพยายามในการเดินสายแก้ไขรัฐธรรมนูญมี "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นตัวตั้ง-ตัวตี อีกครั้ง

ทั้ง "เนวิน ชิดชอบ-ชุมพล ศิลปอาชา-สมศักดิ์ เทพสุทิน-พินิจ จารุสมบัติ" ล้วนยกให้ "พี่บรรหาร-อาบรรหาร" เป็นหัวขบวน

เป็น "หัวขบวน" ที่ไม่มี "ประชาธิปัตย์" อยู่ในขบวนเดียวกัน

เพราะ ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา-เพื่อแผ่นดิน-ภูมิใจไทย และกิจสังคม ล้วนต้องการตรงกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพียง 2 มาตรา อย่างเร่งด่วน โดยไม่ต้องผ่านการทำประชามติ

ทุกพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการแก้ไขเขตเลือกตั้งเป็น "เขตเดียว-เบอร์เดียว" เพื่อรองรับการเลือกตั้งสมัยหน้า

พ่วงกับมาตรา 190 ที่ว่าด้วยการทำ สนธิสัญญาต้องผ่านรัฐสภา

คน นอกสภา-นอกพรรค-นอกรัฐบาล แต่มีบารมี ที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา จึงถูก ชูขึ้นเป็น "สัญลักษณ์" ในการต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์ เคยมีชื่อ "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นผู้ริเริ่ม-สร้างสรรค์

เคยเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ก่อนก่อเกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน พ.ศ. 2540

ขับเคลื่อนในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย

ในสถานภาพเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลขณะนั้น คือประชาธิปัตย์ ที่มี "ชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี

การ เคลื่อนไหวก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ของ "บรรหาร" แบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนกับประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับสมัยปัจจุบัน

คราว นั้น "บรรหาร" จับมือ "ลับ ๆ" กับพรรคกิจสังคม พลังธรรม ประชากรไทย และความหวังใหม่ โดยมี "สัตยาบัน" ร่วมกันว่าหากชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนรวมกันเกินกึ่งหนึ่งจะรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล

"บรรหาร" จับมือกับ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รวบรวม-เรียบเรียง-ยกร่าง แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ภาพพรรคปลาไหล ได้ภาพใหม่ ด้วยการ "ล้างคาว" จาก "บรรหาร" และคณะ

พรรคชาติไทย กลายเป็นพรรคแรก ที่ประกาศแนวคิดชูธง "ปฏิรูปการเมือง"

ทำให้พรรคชาติไทย ชนะการเลือกตั้ง อันดับ 1 ด้วยคะแนนเสียง จำนวน ส.ส. 92 ที่นั่ง

ทำให้ "บรรหาร" ก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 21

แม้ "บรรหาร" จะร่วงหล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก่อนเวลาอันควรในปลาย ปี 2539 เพราะเหตุแห่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิตการเมือง

เป็นความเจ็บปวดที่พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ-ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฝากเป็นแผลเป็น บันทึกไว้ในสภาผู้แทนฯจวบจนทุกวันนี้

ทั้งเรื่องสัญชาติของ "เตี่ย" และวงศ์ตระกูล

ทั้งเรื่องเอกสารการแจ้งเกิด-สัญชาติมังกร

และข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ พ่วงด้วยข้อครหา รับเงินจากราเกซ สักเสนา 300 ล้านบาท

บรรหารบอกว่า "เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมและครอบครัวมีความรู้สึกบาดหมางใจต่อพรรคประชาธิปัตย์อยู่นาน"

แต่การขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงเป็นไปต่อเนื่องจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ประกาศใช้ 11 ตุลาคม 2540 เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล "ศิลปอาชา"

จาก นั้นชื่อ "บรรหาร" ลูกลบออกจากทำเนียบคณะรัฐมนตรี ตกอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน "อดอยากปากแห้ง" อยู่หลายปี เพราะมรสุมจากพายุ "ไทยรักไทย-ทักษิณ ชินวัตร" ถล่มเลือกตั้ง 2 สมัย (พ.ศ. 2544-2548) ต่อเนื่อง

แต่แล้ว "บรรหาร" ก็กลับมาผงาดอีกครั้ง เมื่อ "ทักษิณ-ไทยรักไทย" มีอันเป็นไปทางการเมือง

"บรรหาร" ในวัย 76 ปี ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง แต่พลั้ง-พลาด เมื่อพรรคชาติไทย "ถูกยุบ"

เมื่อชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเสนอในสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

พรรคการเมืองดั้งเดิมของ "ศิลปอาชา" ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่จากรากเดิมเป็น "ชาติไทยพัฒนา" มี "บรรหาร" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์

"เรื่องราวทางการเมือง มันต้องลืมกันบ้าง ไม่ลืมไม่ได้...ผมลืมไปเยอะแล้ว" บรรหาร-ปลด-ปลง กับวัฏจักรทาง การเมือง

ด้วยลีลา-ปลาไหล "บรรหาร" ยังรัก-ยังอาวรณ์ "ทักษิณ" อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านการทอดไมตรีถึง "เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานพรรคเพื่อไทย

"บรรหาร" ยังรัก-ยังขมขื่นอยู่กับ "อภิสิทธิ์" นายกรัฐมนตรี แห่งพรรค ประชาธิปัตย์

การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างร้อนรน-รุกรบ ของ "บรรหาร" กับแนวร่วมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นแนวต้าน "ทักษิณ" และประชาธิปัตย์ ในสมัย เลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อหวัง "รีเทิร์น" เส้นทางอำนาจอีกครั้ง

จึงเป็นจังหวะก้าว-จังหวะชีวิต-จังหวะอำนาจ ที่สำคัญของ "บรรหาร"

ตามคำที่เขาเคยประกาศ "ผมจะกลับมา...ผมจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง"

หากไม่มีอุบัติเหตุการเมืองซ้ำ ชื่อ "บรรหาร" จะกลับมาลงสนามเลือกตั้งได้ในปี 2556 ขณะนั้นเขาจะมีอายุครบ 81 ปี

ทรัพย์สิน ศฤงคารของ "บรรหาร"คนเดียวมี 2,923 ล้านบาท รวมกับของ คุณหญิงแจ่มใสอีก 445.8 ล้าน ทั้งสองสามีภริยาคู่นี้รวย 3,368.8 ล้านบาท และไม่มี "หนี้สิน" สักบาทเดียว

ควรทราบว่า "บรรหาร" คนเดียว มีสมุดบัญชีเงินฝาก ณ มีนาคม 2551 รวม 13 บัญชี ครอบครองที่ดินทั้งในสุพรรณบุรี-ชัยนาท-นนทบุรี-กรุงเทพฯ รวม 201 แปลง และบ้าน 3 หลัง ส่วนภริยาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน 42 แปลง

ทั้ง 2 คนครอบครองที่ดินที่ไม่มีปัญหาเอกสารสิทธิ 1,893 ไร่ ในย่านทำเลทอง

ไม่ นับรวมทำเลทองทางการเมืองในสนามสุพรรณบุรีและภาคกลาง ที่ "บรรหาร" ต้องการครอบครองที่นั่ง ส.ส. เพื่อไต่บันไดอำนาจ กลับคืนสู่อำนาจ...อีกครั้ง
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1264388441&grpid=05&catid=02

“บังอร”แม่บุญทุ่มรุ่นเล็ก ผู้พิชิตหัวใจ รมต.ชาญชัย ถูกหางเลข “คดีการเมือง” « PAD's Enemies List

“บังอร”แม่บุญทุ่มรุ่นเล็ก ผู้พิชิตหัวใจ รมต.ชาญชัย ถูกหางเลข “คดีการเมือง”

pol02290552p1มติชน : คาราวานรถหรูแล่นสะกดรอยตามป้ายข้อความ “รฤกแห่ง สุขสันต์ ณ วันเกิด ฯพณฯ ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” ในซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจ ถนนเพชรเกษม 102 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 พฤษภาคม

ปลายทางอยู่ที่ “บ้านทรงไทย” หลังใหญ่ ซึ่งถูกแปลงสภาพจาก “ที่พักอาศัย” เป็น “ที่ชุมนุม” ของคนการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้า ดารา สื่อมวลชน ประชาชน ฯลฯ ชั่วคราว

สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่ “บุรุษวัย 57 ปี” อย่างยิ่ง

ในชั่วโมงแห่งความสุขของ “ชาญชัย” ปรากฏภาพ “หญิงร่างเล็ก” ยืนขนาบเขาโดยมิห่าง ทั้งคอยจัดการหน้างานให้ออกมาราบรื่น อีกทั้งยังช่วยต้อนรับ “แขกวีไอพี” ระดับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และผู้มากบารมีอีกหลายคน

เธอคือ “ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คู่คิดคนสำคัญของ “ชาญชัย”

หลังทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี “ดร.บังอร” ยอมเปิดปากพูดคุยกับ “มติชน” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ รมว.อุตสาหกรรมในมุม “อันซีน”

เธอเล่าว่าความประทับใจในตัว “นักการเมืองรุ่นใหญ่” เกิดขึ้นเกือบ 2 ปีก่อน โดยชอบที่เป็นคนอารมณ์ดี มีมุข

กระทั่งวันหนึ่ง “ชาญชัย” ได้งัดกีตาร์คู่ใจมาโซโลเพลง “ทาสเทวี” ให้ฝ่ายหญิง

“…รอ ฉันรอด้วยใจวิงวอน ขอ “บังอร” เมตตารักฝากใจ เพียงยิ้มสักนิดฤทัย ฉันคงพองเรื่อยไป ด้วยธุลีเมตตาของเธอ…”

เล่นเอา “สาวบังอร” ถึงกับอ่อนระทวย

“พอฟังแล้วก็… (หัวเราะ) ท่านเป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้ว และเป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่าดิฉัน 10 กว่าปี ห่างกันเป็นรอบเลย พอมาทำอะไรกุ๊กกิ๊กก็เลยรู้สึกว่าน่ารัก โดนใจ”

“ดร.บังอร” เผยสาเหตุที่ยอมให้ “พ่อหม้าย” เข้ามาแง้มหัวใจ จนนำมาสู่ปรากฏการณ์ “รักต่างวัย” ในที่สุด

หลังจากนั้นคนทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตเยี่ยง “พี่-น้อง-เพื่อน” คอยดูแลกันและกัน

ปัจจุบันกิจวัตรนอกชั่วโมงทำงานของ “รมต.ใหม่ถอดด้าม” จะดำเนินไปอย่างเดิมทุกวัน ตามตารางเวลาที่ “นักวิชาการคู่ใจ” เป็นผู้จัดให้ โดยลุกจากที่นอนในเวลา 04.00 น. เพื่อนั่งเสพสื่อ-เช็คเรตติ้งตัวเอง, ออกกำลังกายยามเช้า,อาบน้ำแต่งตัว และรับประทานอาหารเช้าร่วมกับครอบครัว ก่อนรุดไปกระทรวงอุตสาหกรรมในเวลา 07.00 น.

พอตกเย็น “ชาญชัย” จะกลับมารีแลกซ์ด้วยการเล่นกีตาร์ ตามด้วยการฟิตเนสในบ้าน ซึ่งมีทุกอย่างครบวงจรประหนึ่งฟิตเนสหรู และปิดท้ายที่การอบเซาน่า

“การจัดไทม์เทเบิ้ลให้ท่านนี่ จะนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย โดยดูว่าคนวัย 57 ปีต้องออกกำลังกายแบบไหน เวลาโหมงานหนัก ต้องรับประทานอะไร” ดร.บังอรเผย

เธอยืนยันว่าก่อนขึ้นชั้นเสนาบดี “ชาญชัย” เคยเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น โดยพยายามรักษา “ตัวตน” ของตนไว้ให้มากที่สุด นั่นคือ การเป็นคนอารมณ์ดี และมองโลกในเชิงบวก

“เอ้า… ปัญหามันต้องแก้ได้สิน่า เดี๋ยวแก้ได้” คือคำพูดติดปากของ “ชาญชัย” ในยามต้องรับมือกับปัญหา จึงไม่มีวันไหนที่ รมว. อุตสาหกรรมจะ “แบกโลก” กลับเข้าบ้าน

“ด้วยความที่เป็นท่าน ทุกปัญหาแก้ได้หมด ท่านไม่เคยแบกความทุกข์กลับเข้าบ้าน เพื่อทำให้คนที่บ้านไม่สบายใจ อีกอย่างท่านเห็นว่าดิฉันงานหนักแล้ว เป็นอธิการบดีต้องดูแลนักศึกษาเป็นหมื่น ดังนั้นจะไม่มาบอกมาบ่นอะไร แต่จะแก้ปัญหากับทีมงาน และปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพรัก” ดร.บังอรกล่าว

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจากวันวานคือเวลาส่วนตัวของครอบครัว “ชัยรุ่งเรือง-เบ็ญจาธิกุล” ที่หดหายไป

ทว่า “ดร.บังอร” บอกว่าได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ “คนรัก” จะได้อัพเกรดขึ้นเป็นผู้บริหารประเทศ และไม่เคยคิดน้อยใจที่ “ชาญชัย” นำเวลา “ส่วนตัว” ไปทำงานเพื่อ “ส่วนรวม”

ตรงกันข้ามเธอยินยอมให้ “นักการเมืองข้างกาย” เปิดบ้านแสดงพลังด้วยซ้ำ!

“ตั้งแต่ท่านยังไม่เป็นรัฐมนตรี ยังไม่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) บ้านดิฉันก็มีคนมาทานข้าวเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างในช่วงปิดเทอม ดิฉันจะเชิญอาจารย์มาทานข้าวกับอธิการฯหน่อย ถือเป็นการให้ความอบอุ่นกับลูกน้อง ส่วนท่านเองก็เปิดโอกาสให้พี่น้อง ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก พผ. หรือพรรคอื่น แวะเวียนมาทานข้าวด้วย และถือโอกาสปรึกษาหารือ วางยุทธศาสตร์กัน ดังนั้นถามว่าเรื่องเปิดบ้านแบบนี้กังวลไหม ไม่เลย ชินมากกว่า”

อนุญาตให้หัวหน้า พผ. กางมุ้งให้บ้านได้?

“ได้เลย ได้ค่ะ” ดร.บังอรตอบเสียงใส

แม้ “อธิการบดีหญิง” จะเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองมากอยู่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ผู้ใกล้ชิด-คนแวดล้อม” นักการเมืองหลายคน ไม่พร้อม “ตกเป็นเป้าสังคม” และไม่ยินยอม “ถูกกระทำ” ร่วมกับคนการเมืองเหล่านั้น

ล่าสุด “ชาญชัย” ถูกนักวิชาการอิสระยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เนื่องจากสงสัยว่ามีการซุก “มหาวิทยาลัย” ไว้ในชื่อ “ภริยานอกสมรส”

“ผู้ต้องสงสัยเบอร์ 1″ ชี้แจงว่า เธอเป็นทั้งผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการ และเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ส่วน รมว. อุตสาหกรรมเป็นเพียงอดีตกุนซือเท่านั้น แต่เข้าใจว่าเมื่อเธอเฉียดกายเข้าใกล้นักการเมือง ก็เป็นธรรมดาที่จะถูกดึงไปโยงด้วย

“ดิฉันถือว่าไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นไร เราทำงานด้านการศึกษาต้องเปิดใจกว้าง พร้อมรับทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นบวก หรือลบ ถ้าเป็นบวก เราก็ยินดี สุขใจ อิ่มเอมใจ แต่ถ้าเป็นลบ ก็ต้องวางเฉย คือ… ความที่เรารักกัน มันก็เป็นสิทธิของเรานะว่าจะจดทะเบียนสมรสเมื่อไร พร้อมจะดูฤกษ์งามยามดีเมื่อไรตามประเพณีแบบไทยๆ ณ ตอนนี้ดิฉันกับท่านยังไม่ต้องจดทะเบียนสมรส จึงยังไม่ต้องแจ้งทรัพย์สินในส่วนของดิฉัน” หญิงผู้ไม่ใช่ “คู่สมรส” แต่เป็น “คู่รัก” ของ รมว.อุตสาหกรรมกล่าว

ทำใจได้ถ้าจะถูกขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัว-เรื่องทรัพย์สิน?

“ดร.บังอร” สวนทันควัน “ดิฉันเป็นคนไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว เพราะถือว่าความจริงก็คือความจริง และยึดความถูกต้อง ดังนั้นถ้าจดทะเบียนสมรสเมื่อไร ก็จะแจ้งทรัพย์สินทันที เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยถูกต้อง มีที่มาที่ไปชัดเจน”

เกรงว่าสมบัติในกรุจะหดหายไปหรือไม่ เพราะนักการเมืองใช้เงินเปลืองมาก?

เศรษฐินีกลั้วหัวเราะก่อนบอกว่า “ท่านเป็นคนมีกติกาในการใช้เงินมานานแล้ว พอเงินเดือนออกจะแบ่งเลยว่าส่วนไหนนำจะไปช่วยงานบุญชาวบ้าน โดยเลขาฯ จะลิสต์รายการมาเลยว่ามี่กี่รายการ ใช้เงินเท่าไร หรือถ้าเพื่อนฝูงเดือดร้อน ท่านจะยื่นมือเข้าไปช่วยเลยเพราะเป็นคนใจกว้าง แต่ก็เป็นคนประหยัดนะ ไม่ฟุ่มเฟือย อย่างนาฬิกาที่ใส่ก็ไม่เน้นแบรนด์เนม เรือนละ 2,000-3,000 บาทก็ใส่ได้ ถ้าพอใจคุณภาพคนไทยทำ อย่างเสื้อผ้าก็ซื้อของโอท็อป จ.มหาสารคาม ง่ายๆ และได้ช่วยชาวบ้าน”

แม้แต่ตัว “ดร.บังอร” เองยังลงทุนหอบสังขารไปถึง จ.มหาสารคาม เพื่อซื้อที่นอนหมอนมุ้งครั้งละ 5,000-6,000 ชุด

ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยอุดหนุนชาวรากหญ้า

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเพื่อช่วยเพิ่มเรตติ้งในพื้นที่ให้ “หวานใจ”

ส่วนที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “อธิการบดีคนดัง” มีส่วนเสริมบารมีทางการเมืองให้แก่ “รมต.ร่างใหญ่” ทั้งจากสถานะที่มั่งคั่ง หรือแม้กระทั่งการจัดนักศึกษากว่า 200 ชีวิตมาเป็นโหวตเตอร์ในการเลือกคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พผ. นั้น

“ผู้มีอุปการคุณรายใหญ่” เลี่ยงที่จะตอบตรงๆ โดยบอกเพียงว่า “คนรักกัน ถ้ามีอะไรแบ่งเบาท่านได้ ดิฉันก็ต้องช่วย”

หากให้นิยามตัวเองว่าเป็น “หลังบ้าน” แบบไหน?

“ดร.บังอร” ชิงออกตัวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่รู้ว่าเรียกหลังบ้านได้หรือไม่ แต่เรื่องเป็นคู่รักกันนี่เป็นแน่นอน พร้อมยืนยันว่าทั้ง 2 คนมีความรักให้แก่กันอย่างเปี่ยมล้น ไม่แพ้คู่รักคู่อื่นๆ

ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากปาก “แม่บุญทุ่มรุ่นเล็ก” ผู้พิชิตหัวใจของ “นักการเมืองร่างใหญ่”!!!



http://pantamitenemieslist.wordpress.com/2009/05/29/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5/

เปิดชื่อบิ๊กการเมือง เจ้าสัว คนดัง ตบเท้าเข้าเรียนมหา′ลัย"กรุงเทพธนบุรี" รมต.ชาญชัย รับประกันคุณภาพ!



ติ๊ก ชีโร่

ปภัสรา เตชะไพบูลย์

เศรษฐา ศิระฉายา


วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 16:16:01 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เปิดชื่อบิ๊กการเมือง เจ้าสัว คนดัง ตบเท้าเข้าเรียนมหา′ลัย"กรุงเทพธนบุรี" รมต.ชาญชัย รับประกันคุณภาพ!

ฮือฮาแบบสุด ๆ เมื่อ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ซื้อหน้าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ มติชน ลงรายชื่อและรูปภาพ คนดัง ทั้งนักการเมือง รัฐมนตรี นักธุรกิจ นายทหาร ดารา ที่แห่เข้ามาลงทะเบียนเป็น นักศึกษา ระดับปริญญาเอก รุ่น President ระดับปริญญาโท รุ่น V.I.P และระดับปริญญาตรี รุ่น เจ้าสัว อ่านดูรายชื่อแล้ว จะรู้ว่า ไม่ธรรมดา

... แทบไม่น่าเชื่อว่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี ที่ "วิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี" ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผ่านการอนุมัติจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ให้เปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชน เป็น มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ได้มีนักศึกษาจำนวนหนึ่งตบเท้าเข้าสู่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาดีเด่นจากการประชาสัมพันธ์ของสถาบัน ทั้งในระดับปริญญาบัณฑิต ปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาดุษฎีบัณฑิต มากถึง 70 คน โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผ่านการอนุมัติจากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ให้เปลี่ยนประเภทสถาบันอุดมศึกษาเอกชนจาก “วิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี” เป็น “มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี หรือ Bangkokthonburi University (BTU)” ในวันที่ 11 มิถุนายน 2552

เจ้าของสถาบันการศึกษา มกธ. มิใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนางบังอร เบ็ญจาธิกุล ศรีภรรยาคนปัจจุบันของนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งนายชาญชัยเองก็มีรายชื่อนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนนักศึกษาระดับปริญญา เอก รุ่น President ดูรายชื่อสุดยอดนักศึกษาแต่ละคนแล้ว ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว สำหรับสถาบันการศึกษาที่พึ่งได้รับการยกระดับได้ไม่ถึงปี แต่ละคนล้วนเป็นบุคคลสำคัญในแต่ละสาขาอาชีพ ทั้งรัฐมนตรี อธิบดี ปลัดกระทรวง ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทต่างๆ รวมไปถึงบุคคลในวงการบันเทิง อาจเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่บุคคลเหล่านี้ผู้ซึ่งอยู่แถวหน้าของแต่ละ สาขาอาชีพ เลือกที่จะรับการศึกษาที่ มกธ.

@ นักศึกษาระดับปริญญาเอก รุ่น President
ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
รต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ
นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
อนงค์วรรณ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
น.ท.นพ.เดชา สุขารมณ์ รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย
ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
สิทธิชัย โค้วสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ร.ต.ท.อร่ามอาชว์วัต โล่ห์วีระ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
สันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง
นายวิทยา อินาลา ส.ว. (เลขาฯ วิปวุฒิสภา)
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายธนาชัย ธีรพัฒนวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป
นายประสาน ตันประเสริฐ ประธานกรรมการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ SME BANK
นางมนูญศรี โชติเทวัญ ประธานคณะบริหารกลุ่มบริษัท สหฟาร์ม จำกัด
นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ ประธานบริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ
พล.ต.ท.เรืองศักดิ์ จริตเอก จเรตำรวจ (สบ8) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

@
นักศึกษาระดับปริญญาโท รุ่น V.I.P
นายมานิต นพอมรบดี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
นายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ อดีตเอกอัครราชทูต
ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์
พลโทสมโภชน์ เงินเจริญ
พลเรือโทนิทัศน์ เพชรน้อย
นายยงยุทธ ทองสุข รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
นายวิรัติ ศักดิ์จิรพาพงษ์ อดีตนายก น.ศ.แห่งประเทศไทย
นายจำเริญ จิตตรัตน์เสนีย์ เจ้าของโรงแรมทวิน ทาวเวอร์
นายไพศาล พิสุทธ์วัชระกุล เจ้าของ บ.ยาง DUNLOP
พ.ต.อ.สุทิพย์ ผลิตกุศลธัช ผกก.ส.น.ธรรมศาลา
พ.ต.อ.ชำนาญ แตงจุ้ย ผกก.ฝอ.ปท.
นายทรงชัย รัตนสุบรรณ โปรโมเตอร์มวย
นายเศรษฐา ศิระฉายา พิธีกร ดารานักแสดง
นายวินัย พันธุรักษ์ นักร้อง
นายนัฐฐพนธ์ ลียะวณิช ดารานักแสดง
นางสาวพุทธิดา ศิระฉายา ดารานักแสดง
นางสาวบุศรา เบ็ญจวัฒน์ ดารานักแสดง
นายปราบ ยุทธพิชัย ดารานักแสดง
นายเทวินธวิ์ คุณารัตนวัฒน์ ดารานักแสดง
นางสาวพรรณษร ปฐมาภินันท์ ดารานักแสดง
นายกิตติ จันทร์รุ่งแสง ที่ปรึกษา รมว.อุตสาหกรรม ฝ่ายยุทธศาสตร์และการเมือง
นายโชค คุณกิตติ นักการเมือง

@ นักศึกษาระดับปริญญาตรี รุ่น เจ้าสัว
นายชวลิต วัฒนชัย เจ้าของ บจก.วัฒนชัยเซฟตี้กลาส
นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ เจ้าของบริษัทสี TOA
นายประสิทธิ์ อัคคะประชา เจ้าของ ยาขมเม็ดตราใบห่อ
นายเกรียงเพ็ชร ทองบริสุทธิ์ เจ้าของ บจก.เพ็ชรเจริญอินเตอร์เนชั่นแนล
นายชัยนรินท์ ชุณหไชยพันธุ์ เจ้าของธุรกิจ
นายอนุสรณ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ ประธานกรรมการบริษัทในเครืออนุสรณ์
นายยรรยง ปฐมศัพดิ์ เจ้าของโรงแรมแกรนด์ไชน่าปริ้นเซส
นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมร้านทองแห่งประเทศไทย
นายฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร เจ้าของผลิตภัณฑ์ตราหมอเส็ง
นายไพวัลย์ ชำนินาวากุล เจ้าของโรงงานผลิตหอยอแปรรูปทุกชนิด
นายดำรง ต่ายทอง (สมิงขาว) นักพากษ์มวย
นายเนติ ตันติมนตรี เจ้าของโรงงานปุ๋ย
วิไลลักษณ์ รัตนศรีเวศิน เจ้าของโรงงานสแตนเลส
นายอุทัย แสนแก้ว ที่ปรึกษาประธานรัฐสภาและสภาผู้แทนราษฎร
นายธีรชัย จำเดิมวุฒิวัฒน์ เจ้าของกิจการมือถือ
จีน่า ทิพย์ ซันโซนี่ ดารา นักแสดง
นายกิตติศักดิ์ หิรัญวิบูลย์ เจ้าของบริษัท แมนชั่น แอนด์ อินเตอร์เทรด จำกัด
นายพิพัฒน์ วัฒนลาภพูลผล ประธานบริษัท ก่อสร้าง ซีโต้ จำกัด
นายวัชรา ณ วังขนาย รองประธานกรรมการน้ำตาลวังขนาย
นายปรีชา ส่งวัฒนา ประธานกลุ่มบริษัท FLY NOW
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกรรมการ บริษัท ซินเน็ค ประเทศไทย
นางปภัสรา เตชะไพบูลย์ ดารา นักแสดง เจ้าของไร่องุ่น
นายมนัสวิน นันทเสน (ติ๊ก ชีโร่) นักร้อง นักแสดงระดับแถวหน้า
นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง รองอธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี
.... รัฐมนตรีชาญชัย บอกกับนักข่าว ว่า อยากพัฒนาตัวเอง ต้องศึกษาหาความรู้ ให้มากๆ และจะให้ดี ลงทะเบียนเรียนที่ มกธ. (ฮา)

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1264756821&grpid=00&catid=no

รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย

เวทีเสวนาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
โดยมีปัทมา หีมมิหน๊ะ (ที่สองจากซ้าย) นั่งอยู่ด้วย

“เรามีเป้าหมายชีวิตคือ เมื่อจบการศึกษาแล้วจะทำงาน เก็บเงินให้น้องๆ 4 คน แล้วก็แต่งงาน มีลูก แต่ความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเกิดขึ้น นับตั้งแต่สามีถูกจับกุมตัวไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วในคดีความมั่นคง ชีวิตเหมือนพลิกฝ่ามือ จากที่กำลังจะสบายเพราะได้ลงทุนสร้างร้านคาร์แคร์ แต่ก็ต้องติดลบขึ้นมาอีกครั้ง ต้องเจอกับความกดดันจากสังคม แม้สามียังไม่มีความผิดจนกกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่ชาวบ้านได้ตัดสินไปแล้วว่าเราเป็น “เมียโจร”

นั่นคือประโยคหนึ่งที่พรั่งพรูออกมาจากปากของ “ปัทมา หีมมิหน๊ะ” ในเวทีเสวนาที่ชาวบ้านซึ่งเป็นญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่ สงบและครอบครัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จัดขึ้นเอง เพื่อฟังคำตอบจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐ

เวทีนี้จัดขึ้นระหว่างจัดงานเลี้ยงอาหารเพื่อรับบริจาคจัดตั้งกองทุนใน การดำเนินโครงการช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ ครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เด็กกำพร้าและเด็กยากจน เรื่อง “เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยสันติ” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2553 ที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ บ้านเพ็งยา ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย

แม้ในเวทีเสวนามีชาวบ้านเข้าร่วมไม่มากนัก หรือประมาณ 30 คน แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเวทีที่ชาวบ้านจัดเอง โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตอบคำถาม ซึ่งหาไม่ได้ง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะเก็บความช้ำใจที่ได้รับผลกระทบแล้วหนีหายไปหรือตอบสนองด้วยวิธีการ ที่ไม่อาจยอมรับได้ในทางสันติวิธี

เวทีเสนาที่ประกอบด้วย ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสามฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง นำโดยนายสมโภช โชติชูช่วง นายอำเภอสะบ้าย้อย ร.ต.กัมปนาท เพ็งคล้าย นายทหารพระธรรมนูญ จากกองพันทหารพรานที่ 42 แทนผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 42 และพ.ต.ท.อุทัย รักษ์นวล สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสะบ้าย้อย รวมเสวนา โดยมีนางสาวนารี เจริญผลพิริยะ หัวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน เป็นผู้ดำเนินรายการ

แม้เวทีเสวนาที่เหมือนเครื่องร้อนช้าไปหน่อยจากการเกริ่นนำถึงภารกิจของ หน่วยงานรัฐในพื้นที่ กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) และล่าสุดคือพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่ ร.อ.กัมปนาท ระบุว่า ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดแนวปฏิบัติออกมา ดังนั้น จึงยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ส่วน พ.ต.ท.อุทัย ก็บอกว่า ยังต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอยู่

บรรยากาศเริ่มเข้มข้น เมื่อในเวทีเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้พูดบ้าง เริ่มด้วยนายอับดุล รอหีม ซึ่งพิการขาขาดทั้งสองข้าง เนื่องจากถูกระเบิดที่ตลาดลำไพล อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปี 2549 ว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ทำผิดไปแล้วก็ขอให้เลิก ส่วนคนที่โดนกับตัวเองนั้น ก็คืออัลเลาะห์ให้เราเป็นอย่างนี้

ต่อด้วยการพูดของปัทมา หีมมิหน๊ะ ซึ่งเธอบอกว่า มีตำรวจคนหนึ่งไปพูดที่ตลาดสะบ้าย้อย บอกว่าลูกเขยของครูมณี เป็นโจรติดคุก ซึ่งคนเชื่อเพราะเป็นตำรวจ เกียรติยศศักดิ์ศรีที่สะสมมาตลอดชีวิตหายไปหมดเพราะตำรวจคนนั้น พอไปขึ้นศาล ก็บอกว่าไม่มีหลักฐาน

“เคยถามหัวหน้าศาลว่าหลักฐานแค่นี้ ทำไมถึงต้องถูกจับด้วย ศาลบอกว่าไม่ถึงกับถูกจับ แต่ศาลต้องเคารพตำรวจที่เขานำเสนอสำนวนมา ศาลก็ต้องไต่สวน เราจึงไม่ใช่ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม แต่เราไม่แน่ใจ โดยเฉพาะต้นทางของกระบวนการยุติธรรม”

แม้เธอกับสามีจะแต่งงานกันก่อนที่สามีจะถูกจับไปเพียง 2 เดือน แต่เธอก็บอกว่า ตัวเองพอจะรู้ว่าสามีเราเป็นอย่างไร

“ขนาดเราขับรถไปจอดที่ตลาด ตำรวจก็มาถามว่ามาสังเกตการณ์อะไร เจอกับผู้ใหญ่หลายคน ก็บอกว่า ผมสนใจเคสนี้ จะไปศึกษาดูว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เหมือนกับสายลมแสงแดด บางคนบอกว่าเราเหมือนถูกหลอก(สะอื้น) แต่เราคิดว่าเราเหมือนลอยอยู่ในน้ำ มีอะไรลอยมาก็คว้าไว้ก่อน เพราะอาจจะมีซักครั้งที่พาเราไปได้ บางคนบอกว่าหาผัวใหม่ได้แล้ว เขาพูดได้อย่างไรในขณะที่เรากำลังเสียใจอยู่”

“เราไม่เคยคิดเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ แต่วันนี้สามีเราถูกจับ ทำให้เรารู้ได้เลยว่าคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเขารู้สึกอย่างไร เพราะแนวร่วมที่มีอยู่ก็เกิดขึ้นมาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นเรื่องที่แก้ยาก เจ้าหน้าที่รัฐก็แก้ไม่ได้ อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปฟังการไต่สวนพยานของศาลด้วย เพราะจะได้รู้ว่าทำไมชาวบ้านจึงไม่เชื่อตำรวจเลย”

ต่อด้วย อับดุลรอซะ โต๊ะหีม ที่พูดว่า ตั้งแต่พี่ชายตนถูกจับ ก็ทำให้ผมไม่มีพี่ชายอยู่ด้วย พี่ชายกำลังจะเรียนจบศาสนาชั้น 10 กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็ถูกทหารจับตัวไป ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเรื่องพี่ชายตนด้วย ตอนนี้คดีขึ้นศาลแล้ว ศาลถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมถึงจับคนนี้มา เจ้าหน้าที่บอกว่า เพราะคนที่ก่อเหตุยิงคนอื่น เป็นคนหัวล้าน ซึ่งคนที่เรียนปอเนาะหัวล้านทั้งนั้น เพราะที่ปอเนาะเขาให้โกนหัว และขอให้กลุ่มก่อความไม่สงบได้หยุดก่อการได้แล้ว เพราะมีแต่ความสูญเสีย หลังจากที่พี่ชายผมถูกจับ ตนเองก็ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบไปด้วย

ส่วนในฟากของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างพ.ต.ท.อุทัย ที่แม้ไม่ได้ให้คำตอบโดยตรงถึงคดีที่ชาวบ้านพูดถึง แต่ก็ได้สะท้อนถึงผลดีของการจัดเวทีครั้งนี้ เพราะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โดย ผ่านเวทีสาธารณะซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้รับฟังข้อมูลด้วย

http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27517

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่ | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่ | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่

ภาพจาก www.thaipoetsociety.com
อันที่ จริงสำหรับ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” เขาไม่ได้เพิ่งจะแดงและแรงเอาพักนี้ แต่ฉายแววแรงตั้งแต่ช่วงที่การเมืองเพิ่งเริ่มต้นฮึ่มๆ กัน สังเกตจากบทกวีในมติชนสุดสัปดาห์ที่เปิดโอกาสให้คนตีความกันขนลุกขนชันเป็น ระยะ
ยิ่งใน ช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองสุกงอม เราเห็นเขาปรากฏบนเวทีเสื้อแดงแทบทุกเวที ทั้งใหญ่ ย่อย กร่อย คึก เพื่ออ่านบทกวีของเขาในลีลา “กระชากไส้” เรียกเสียงฮือ เสียงปรบมือสนั่น ทำเอาป้าๆ ลุงๆ อุทานด้วยความซาบซึ้ง “ไอ้นี่มันใคร” !
แน่ล่ะ เขาเป็นด้านกลับหลายๆ อย่างของบรรดากวีรุ่นใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในสังคม นอกจากเนื้อหาจะ (ขัดแย้ง) แม่นมั่นแล้ว ยังมีสไตล์เป็นของตัวเองชัดเจน กวีใหญ่ตระเวณอ่านบทกวีเปิดงานนิทรรศการภาพวาดเฉลิมพระเกียรติและงานระดับ ชาติมากมาย กวี ‘ข้าวหน้าเป็ด’ ตระเวณอ่านบทกวีสดุดีประชาชนในงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ของคนเสื้อแดงที่เพิ่งรู้จักกันในม็อบ
ยิ่งคุย กับเขา เรายิ่งพบส่วนผสมที่แปลกประหลาด ไม่เฉพาะอาชีพที่เป็นพ่อค้าข้าวหน้าเป็ดและเป็นกวีในเวลาเดียวกัน ในวิธีคิดทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง เราก็จับเขาแปะฉลากได้ยาก เป็นมาร์กซิสต์ เป็นเสรีนิยม เป็นพุทธ เป็นคนชั้นกลาง เป็นคนรักทักษิณ ฯลฯ
ถ้าคิดว่าเขาน่าสนใจเพียงพอ สามารถทำความเข้าใจทั้งหมดทั้งปวงได้ตามสะดวก...
000
“หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่แต่ละคนออกมาสู้เพื่อตัวเอง
สู้เพื่อชิงอำนาจของตัวเอง สู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
มันคือเส้นทาง มันคือรอยเท้าแต่ละรอยที่สะสมกัน
เพื่อนำไปสู่อุดมคติใหญ่ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยของพลเมือง”
การเมืองเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวหรือเปล่า ทุกคนจำเป็นต้องชอบ หรือสนใจในการเมืองเหมือนกันหรือ
ในมุม มองของผม การที่ใครจะออกมาแสดงออก มีส่วนร่วมทางการเมือง มันมีสองลักษณะ คือลักษณะที่เป็นจริง กับลักษณะที่ลวง การดำเนินการทางการเมืองมีสองแนวทางมาตลอด ดูจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของจีนก็ได้ การต่อสู้ของจีนก่อนจะมายุคปลดปล่อยเป็นประเทศใหม่ มันคือการต่อสู้กับชาวต่างชาติ คือ คนญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นด้วยอุดมคติชาตินิยม แต่หลังจากไล่ญี่ปุ่นแล้ว ต่อมาอุดมคตินั้นก็กลายเป็นสองแนวทาง คือแนวทางชาตินิยมอนุรักษ์แบบเดิม กับแนวทางใหม่ที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนตัวหมายถึง ส่วนตัวแต่ละคนๆ ของประชาชาติ ของประชาชน
ผมมองว่า ‘ประชาชน’ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด เขาไม่มีทางสู้เพื่อคนอื่น มโนคติของพันธมิตรฯ ที่บอกว่าเขาต่อสู้เพื่อใครบางคน อันนั้นเป็นแนวทางที่มันไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าเป็นอุดมคติที่บอกว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย ถึงแม้มันดูเป็นม็อตโต้ เป็นคำพูดซ้ำๆ แบบอัตโนมัติ หรือสำเร็จรูป แต่ประชาธิปไตย มันคือเรื่องของหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเราแปลสมการออโตเมติกอันสวยหรูว่า แต่ละคนสู้เพื่อตัวเอง มันก็เหมือนกับย้อนมาถึงคำถามที่ถามเรื่องการเข้ามาร่วมทางการเมือง ผมมาร่วมการเมือง ก็เหมือนกับทหารซึ่งอาสาสมัครรบเวลามีสงคราม แต่เขาไม่ได้สู้เพื่อชาติ เขาสู้เพื่อตรึงแนวรบ เพื่อชนะสงคราม หรืออย่างน้อย ข้าศึกจะไม่ทำร้ายลูกเมีย ไม่ทำลายไร่นาของเขา พูดตรงๆ ก็คือว่า การต่อสู้ที่แท้จริงคือการต่อสู้บนผลประโยชน์ของประชาชนคนตัวเล็กๆ ครอบครัวแต่ละครอบครัว เพื่อที่จะได้ยันฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มารุกรานครอบครัวของตัวเอง
ทีนี้ หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง หรือผลประโยชน์ของแต่ละคนของพลเมือง มันก็รวมเป็นอุดมคติที่ใหญ่ คือ สังคมไทยทุกวันนี้ หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่แต่ละคนออกมาสู้เพื่อตัวเอง สู้เพื่อชิงอำนาจของตัวเอง สู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มันคือเส้นทาง หรือรอยเท้าแต่ละรอยที่สะสมกัน เพื่อนำไปสู่อุดมคติใหญ่ที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยของพลเมือง’
ถ้าคุณชนะสงครามสื่อ มวลชนคุณจะจริงหรือปลอมก็แล้วแต่
คุณสามารถทำให้มันเป็นจริงได้...”
ถ้าใช้ตรรกะนี้ การต่อสู้อะไรก็ย่อมไม่มีทางผิด พันธมิตรฯ ต่อสู้กับการคอรัปชั่น เขาก็สู้เพื่อตัวเขาเหมือนกัน
เราต้อง ยอมรับอย่างหนึ่งว่า สองแนวทางที่พูดถึงก็เหมือนเจียงไคเช็คกับเหมาเจอตุง พันธมิตรฯ ก็คือ เจียงไคเช็ก ชัดเจนมาก เขาต้องการสร้างความเป็นชาตินิยมเพื่อหลอมรวมมวลชน มันเป็นสูตรเดิม ไม่ว่าสังคมไหนก็แล้วแต่ ถ้าต้องการที่จะหลอมรวมมวลชนให้ได้รวดเร็ว ต้องหาศัตรูร่วมหรือผลประโยชน์ร่วมที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ความเป็นชาติ ความเป็นเชื้อชาติ อะไรพวกนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย การสร้างอสูรกาย ปีศาจขึ้นมา ยกตัวอย่างว่าเป็น ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มันจะสร้างศัตรูที่จะเผชิญหน้า ให้สามารถแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน เพราะฉะนั้น มวลชนจึงจุดติดง่าย
ผมมองว่าการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ที่เขาเลือกแนวทางนี้ เพราะว่าเขาใจร้อน เขาไม่สามารถรอให้มวลชนสุกงอมจากกระเป๋าตัวเองได้ ผมใช้คำว่า ‘สุกงอม จากกระเป๋าตัวเอง’ ก็คือ ประชาชนทุกวันนี้ คนเสื้อแดง ทำไมจึงออกมา อย่างรายงานข่าวอันหนึ่งที่ผมเจอ ครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่ลูกสองคน มีคนไปถามว่า ทำไมคุณถึงออกมาต่อสู้ร่วมกับ นปช. ทั้งที่เขาไม่ได้สังกัดกลุ่มรักทักษิณเลย เขามาในฐานะส่วนตัว เขาบอกว่า ประสบการณ์ตรงที่ทำให้เขาต้องออกมาร่วมกับ นปช. เพราะว่าเขาได้ผลประโยชน์จาก 30 บาทรักษาทุกโรค คือลูกคนเล็กของเขาป่วยเป็นไข้เลือดออก ถ้าอยู่ในเงื่อนไขเดิมที่เขาเห็นจากตัวเองสมัยวัยเด็ก เห็นจากพ่อแม่ เห็นจากญาติพี่น้อง หรือเครือญาติที่เป็นชนชั้นล่างทั้งปวง กว่าคุณจะได้รับการรักษาพยาบาล กว่าจะอยู่ในภาวะที่หมดห่วงที่ว่าไม่ตาย โห มันเนิ่นนานมาก แต่ในขณะที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทย มีนโยบายออกมาแล้วลูกเขาปลอดภัยในระยะเวลาอันสั้น เขาถึงสรุปว่า นี่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาที่มันเปลี่ยนไปจากยุคบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้น เขาจึงมาร่วมต่อสู้กับ นปช.
แต่ใน ขณะที่การเคลื่อนไหวมวลชนบางอัน เขาต้องการปริมาณในระยะเวลาที่รวดเร็ว อย่างให้ผมวิจารณ์พันธมิตรฯ การเคลื่อนมวลชนของเขาใช้การจัดตั้งที่ชัดเจน แต่เนื่องจากภาวะวิสัยทางมวลชน ส่วนใหญ่เขากลับเห็นดีเห็นงามจากนโยบายประชานิยมของไทยรักไทย เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่สามารถชิงมวลชนจากประชานิยมมาได้ ดังนั้น ทางหนึ่งเขาจึงสร้างกระแสชาตินิยม และกระแสศัตรูร่วมของการหลอมมวลชนของเขา นี่ก็คือความต่าง
ที่คุณ คิดซับซ้อน นั่นเพราะมันไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง คือ ความสุกงอมของประชาชน คุณจึงต้องมีกระบวนการจัดตั้งที่พลิกแพลงมากมาย เพื่อที่จะสะสมปริมาณ แล้วเอามาชูในสังคม แต่ภาวะวิสัยของสังคมไทยก็คือสื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้พันธมิตรฯ สามารถสรุปได้เร็วมากว่า ถ้าคุณชนะสงครามสื่อ มวลชนคุณจะจริงหรือปลอมก็แล้วแต่…คุณสามารถทำให้มันเป็นจริงได้...
แล้ว ยิ่งเขาสรุปอารมณ์ของสังคมไทย หรือธรรมชาติของสังคมไทยที่มีฉันทาคติ อคติแบบหนึ่งๆ หรือชนชั้นที่แอบแฝงอยู่ เขาย่อมรู้ว่ามิตรของเขาในหมู่เมือง หรือในสังคมที่ทำเรื่องสื่อมีอยู่มากมาย พวกเขามีจริตเดียวกัน รสนิยมเดียวกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ครูบาอาจารย์เถือกเขาเหล่ากอเดียวกัน เพราะฉะนั้นเขาคุยกันไม่ยาก เขาจึงเลือกแนวทางที่มันลัด มวลชนของเขาไม่ได้สุกงอมจริง แต่ได้มาปริมาณหนึ่งที่จะโชว์ภาพได้ว่ามีขนาดเท่านี้ ที่เหลือก็เป็นเรื่องการติดต่อ connection ที่คุยกันง่าย เพราะรสนิยม และพื้นฐานการศึกษาแบบเดียวกัน ตรงนี้เป็นแนวทางลัด แต่ไม่ได้หมายความว่า แนวทางนี้จะไม่สามารถยกระดับมาสู่แนวทางที่เป็นจริง เหมือนกับที่ นปช.ทำ
“ผมมีข้อมูลของคนที่ผมต้องการเผชิญหน้า ผมดูเอเอสทีวี แม้แต่การชุมนุมครั้งที่ผ่านมา
มันไม่ได้ไง ที่เราจะคับแคบจนไม่ยอมรับการมีอยู่ของฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย
หรืออคติจนมองเห็นว่าเขาไม่มีดีเลย
เช่นที่ผมบอกข้อดีของเขา เช่น เขาจุดประเด็นสภาสาขาอาชีพ เป็นเรื่องถูกต้อง
แต่ไม่ใช่เปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสภาสาขาอาชีพเลย
เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเลย มันมีปัญหากับโครงสร้าง”
ผมเองก็ยอมรับว่า นปช. ก็มีการผสมหลายส่วน แนวทางที่จัดตั้ง แต่มันเป็นส่วนที่น้อย หรือแนวทางที่ยึดติดกับตัวบุคคล คนรักทักษิณ แต่คนที่รู้สึกว่าต่อสู้มาจากกระเป๋า ต่อสู้มาจากสุขภาพ ต่อสู้มาจากบ้านเรือนของตัวเองนั้นมีไม่น้อย และพอถึงจุดหนึ่ง ทุกคนอยากหาเพื่อน บางคนเริ่มต้นด้วยการต่อสู้ส่วนตัว แต่ก็เข้าไปสังกัดกลุ่มคนรักทักษิณ หลักการอธิบายเหตุผลมันอย่างเดียวกัน
และการ เมืองใหม่ของพันธมิตร จะล้มเลิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วแทนที่ด้วยสภาประชาชน ผมบอก มึงจะบ้าเหรอ ราษฎรมันก็คือประชาชน ทำไมคุณจะเปลี่ยนให้มันวุ่นวาย ทำไมไม่ส่งเสริม อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับเรื่องหนึ่งของพันธมิตรฯ คือ เรื่องผู้แทนจากแต่ละสาขาอาชีพ ตอนนี้กลายเป็นว่า ส.ส.ที่ควรจะเป็นคือ ส.ส.ปกติจากเขตเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน วุฒิสมาชิก ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็เพิ่ม ส.ส.จากสาขาอาชีพ โดยทำทะเบียนเลยว่า ประชาชนมีอาชีพอะไรเท่าไร แล้วให้เขาเลือกตั้งในสาขาอาชีพเขา เราจะมีผู้แทนเพิ่มเข้ามาอีก 250 คน หรือ 500 คนก็ได้ ประชาชนจะมี 2 คุณภาพ ในฐานะพลเมืองปกติกับพลเมืองสังกัดอาชีพ ถามว่า เพิ่มมาเยอะขนาดนี้ไม่บ้าไปกันใหญ่หรือ ผมว่าคุณสิบ้า ทุกวันนี้ผู้แทนไม่สามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง อัตราประชาการของเรา 60 กว่าล้านคน เพิ่มผู้แทนมาอีก 500 คน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ
ตอนนี้เรากำลังถูกดึงโดยการจำกัดจำเขี่ยทั้งปวงของอำนาจประชาชน ผู้แทน 500 คนก็เหลือ 480 คน เอาทุกอย่าง 20 ก็เอา คุณเป็นนักข่าวเป็นอะไรกัน เคยมีคำถามไหม อ้าว เหตุผลที่มันหายไปเพราะอะไร การแบ่งเขตการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 50 มันชัดเจนมากว่าเพื่อส่งเสริมใครและทำลายใคร
“ถึงที่สุดเรายังต้องกลับมาตีความคำว่า “ผู้แทนราษฎร” ด้วย
เขาคือตัวแทนของเรา แต่ปัญหาสังคมไทย 3-4 ปี ทุกวันนี้คือ
คุณพยายามทำลายประชาชนนั่นแหละ แต่ทำลายมาทีละขั้น
แล้วปัญญาชนชั้นกลางก็ไม่รู้ว่าถูกชี้นำให้ทำลายบันไดขั้นแรกคือ ผู้แทนราษฎร
ซึ่งขั้นสุดท้ายมันก็คือประชาชน”
คุณศึกษาแนวทางของพันธมิตรฯ ของเอเอสทีวีด้วยใช่ไหม
คนที่ทำงานในเอเอสทีวีผู้จัดการก็พี่น้องผมหลายคน สมัยที่พันธมิตรฯ เคลื่อนมวลชน ผมก็ยังได้ป้าย VIP ที่เข้าไปหลังเวทีได้ พูดตรงๆ เวทีพันธมิตรฯ เป็นเวทีของอภิชน คุณจะเป็นใครก็ได้ ถ้าคุณมีต้นทุนทางสังคมแล้วต่อคอนเน็กชั่นได้ ผมมีข้อมูลของคนที่ผมต้องการเผชิญหน้า ผมดูเอเอสทีวี แม้แต่การชุมนุมครั้งที่ผ่านมา แต่มันไม่ได้ไง ที่เราจะคับแคบจนไม่ยอมรับการมีอยู่ของฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย หรืออคติจนมองเห็นว่าเขาไม่มีดีเลย เช่นที่ผมบอก ข้อดีของเขาคือเขาจุดประเด็นสภาสาขาอาชีพ เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ไม่ใช่เปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสภาสาขาอาชีพเลย เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเลย มันมีปัญหากับโครงสร้าง เพราะผู้แทนของเราส่วนหนึ่งเป็นผู้แทนในระบบเก่า เหมือนชนชั้นหมอผีในสังคมบรรพกาล ทันทีที่คุณเป็นหมอผี คุณไม่ต้องทำนา ไม่ต้องทอผ้า ทันทีที่คุณเป็นผู้แทน คุณมีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ ต่อสู้เพื่อประชาชนที่เขาเลือกคุณมา คุณไม่มีเวลาไปทำมาหากินส่วนตัว ส่วนใหญ่แล้วคุณไม่มีสภาวะของผู้ประกอบอาชีพ ฉะนั้น ผู้แทนก็กลายเป็นอภิชนเกือบหมดโดยสิ้นเชิง อาจยกเว้นสมัยคุณจำลอง ดาวเรือง คุณเตียง ศิริขันธ์ ต้องยอมรับว่าพวกนี้ยังยืนหยัดอยู่บนชนชั้นและที่มาที่ไปของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ทันทีที่คุณเข้าสู่รัฐสภา คุณได้ชีวิตที่ดีกว่า และคุณสมควรได้ เพราะคุณเป็นผู้แทนของประชาชน บางครั้งเราต้องเข้าใจสถานภาพของการเป็นตัวแทน คนพวกนี้เราเลือกมาใช้ชีวิตที่ดีกว่าแทนเรา เพื่อกลับมารับใช้พวกเราซึ่งเป็นประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ให้ชีวิตมันดีใกล้เคียงกับชีวิตที่ดีซึ่งมีน้อย
ถึงที่สุดเรายังต้องกลับมาตีความคำว่า “ผู้แทนราษฎร” ด้วย เขาคือตัวแทนของเรา แต่ปัญหาสังคมไทย 3-4 ปีทุกวันนี้คือ คุณพยายามทำลายประชาชนนั่นแหละ แต่ทำลายมาทีละขั้น แล้วปัญญาชนชั้นกลางก็ไม่รู้ว่าถูกชี้นำให้ทำลายบันไดขั้นแรกคือ ผู้แทนราษฎร ซึ่งขั้นสุดท้ายมันก็คือประชาชน พูดง่ายๆ ตอนนี้มีปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนแพลมออกมาในข้อเขียนของตัวเองว่า ไม่ได้เรียกการเมืองการปกครองในประเทศไทยว่าประชาธิปไตย เรียกว่า ...อธิปไตย คุณไปรื้อดูได้ยังอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์บางเล่ม
“รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะนำ มันก็มีส่วนใหม่ แต่จะว่าล้าหลังก็มีส่วนล้าหลัง
ผมขออธิบายคำว่า “ล้าหลัง” ว่า ยังมีบุคลิกของการทำมวลชนทางลัด
คือ ใช้วิธีการของ ส.ส. ใช้เครือข่ายพรรคการเมือง หัวคะแนน
จัดตั้งมวลชนขึ้นมา รูปแบบนี้ล้าหลัง แต่มันก็จำเป็นในระยะแรก
สรุปว่า ผมยอมรับไอ้ทฤษฎีการจัดตั้งเต็มที่อยู่แล้ว
แต่ความก้าวหน้าของ นปช. ที่ทำให้ในที่สุด
ระดับนำหรือแกนนำในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องละล้าละลัง ก็คือ
ความก้าวหน้ามันอยู่ที่มวลชน มวลชนสุกงอม”
รูปแบบและเนื้อหาการเคลื่อนไหวของ นปช. มีอะไรใหม่บ้าง
รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะนำ เหมือนกับจะพูดว่าใหม่ มันก็มีส่วนใหม่ จะว่าล้าหลังก็มีส่วนล้าหลัง ผมขออธิบายคำว่า ‘ล้า หลัง’ ว่ายังมีบุคลิกของการทำมวลชนทางลัด คือ ใช้วิธีการของ ส.ส. ใช้เครือข่ายพรรคการเมือง หัวคะแนนจัดตั้งมวลชนขึ้นมา รูปแบบนี้ล้าหลัง แต่มันก็จำเป็นในระยะแรก สรุปว่าผมยอมรับไอ้ทฤษฎีการจัดตั้งเต็มที่อยู่แล้ว แต่ความก้าวหน้าของ นปช. ที่ทำให้ในที่สุดระดับนำหรือแกนนำในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องละล้าละลังก็คือ ความก้าวหน้ามันอยู่ที่มวลชน มวลชนสุกงอม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า สุกงอมจากความคิด ทฤษฎี แต่สุกงอมจากพื้นฐานข้อจำกัดการปะทะทางชีวิตรายวันแล้วได้รับการสะกิดความ คิด ผมไม่อยากพูดว่า เป็นการให้การศึกษานะ แต่อย่างที่คุณสุรชัย แซ่ด่าน ทำ ผมมองว่า เขาทำได้ดีที่สรุปทฤษฎีเพื่อประชาชน เพื่อสังคมทั้งปวง แล้วเอามาย่อยด้วยภาษาง่ายๆ สำหรับส่งให้ชาวบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่การให้การศึกษา มันเป็นการแค่สะกิด
อันนี้ พูดถึงความสุกงอมของมวลชนที่เหมือนกับตอนแรก เริ่มต้นจากความห่ามๆ พอสะกิดนิดหนึ่ง มันสุกเลย ขณะที่ฝ่ายการเมืองเองยังก้าวหน้าไปไม่เท่า หลายคนขึ้นมาระดับ mass เป็นขวัญใจของมหาประชาชน แต่เขายังมองว่า มหาประชาชนคือผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยว แล้วเขาถือเคียวเพื่อที่จะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นมาเป็นคะแนนเสียง หรือเป็นฐานสนับสนุนในการเริ่มต้น ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น ส.ส. จนถึงระดับรัฐมนตรี แล้วทันทีที่มันมีบุคลิกแบบฝ่ายการเมือง ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ทำให้มีทิศทางการมองต่างกันไป
อย่าง นปช.ทุก วันนี้ ทิศทางหนึ่งในการเคลื่อนมวลชน อำนาจการนำอยู่ในฝ่ายการเมือง ซึ่งมีความพร้อมทั้งการจัดตั้งพื้นฐาน คะแนนเสียงในภูมิภาคหรือในชนบท อีกส่วนหนึ่งอำนาจการนำอยู่ในภาคประชาชนซึ่งพวกนี้เป็นนักเคลื่อนไหวที่มี ประวัติศาสตร์ มีต้นทุนมาจากการเคลื่อนไหวของสังคมไทยอยู่แล้ว ตั้งแต่ยุค 14 ตุลา หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ บางคนเคลื่อนไหวโดยที่ไม่มีบทบาทมาตั้งแต่สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ ตอนนี้แก่มาก แต่ก็ยังผลิตรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนออกมาเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ เป็นถั่วงอกใหม่ๆ ที่ออกมารับใช้สังคม
โดยสรุป ว่ามีสองส่วนนี้ ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาคลุมเครือที่ถูกวิพากษ์ได้เสมอ คุณต่อสู้เพื่อตัวเอง คุณต้องการลงไปเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อใส่ยุ้งฉางที่บ้านคุณ ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งที่เป็นภาคประชาชน ต้องการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อมาเป็นยุ้งฉางกลางแล้วแจกจ่ายแต่ละมวลชน หรือแต่ละครัวเรือน เพราะฉะนั้น ทั้งสองอันนี้จึงทำให้การเคลื่อนไหวของ นปช.ดูไม่เนียน ดูกระด้างกระเดื่อง ไม่สามารถหลอมรวมได้กลมกลึง
“การเมืองเก่าต้องส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง
ปัญหาของสังคมไทยคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ทุกอย่างเล่นละครกันโดยสิ้นเชิง”
มองสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ยังไง
คำว่า การเมืองใหม่ถูกจุด แพร่ขยายเชื้อวงกว้างโดยเวทีของพันธมิตรฯ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมมองว่าสังคมไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไปไม่ถึงจุดอิ่มตัวกับของที่ มีอยู่แล้ว เหมือนว่าคุณต้องใช้ภาชนะอันหนึ่งให้คุ้มค่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ ผมกำลังพูดถึงการเมืองเก่า พูดตรงๆ นะครับ ไอ้ประชาธิปไตยของเมืองไทย ถ้าหากมันเป็น เพราะตอนนี้ก็มีการถกเถียงกันในระดับนักวิชาการระดับสูงว่า จริงๆ ตามรัฐธรรมนูญมันเป็นประชาธิปไตย หรืออะไรอธิปไตย สมมติว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าโดยโครงสร้างอำนาจการปกครองมันยังใช้ได้ก็ควรใช้ ผมเองมองย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า เรายังไม่ต้องหาของใหม่ เอาของเก่ามาใช้ แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 มีจุดบอดในโครงสร้างคร่าวๆ ที่ยังมีรายละเอียดต้องปรับเปลี่ยนอีกหลายส่วน คร่าวๆ ที่เห็นก็คือว่า องค์กรอิสระทั้งปวงต้องมาจากการเลือกตั้งด้วย
ยกตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คุณก็ต้องให้เลือกตั้งเหมือน ส.ส.นี่ แหละ เพียงแต่คุณอาจระบุคุณสมบัติไปว่า ต้องจบกฎหมาย หรือว่าไม่จบก็ได้ เป็นประชาชน ใบสมัครมี 2 ประเภท ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาสมัครได้เลย ผู้ไม่มีวุฒิการศึกษา เรามีแบบทดสอบเบื้องต้นที่เหมือนการสอบใบขับขี่ ถ้าคุณสอบผ่าน คุณมีสิทธิสมัครเป็นคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างใช้การเลือกตั้ง กกต.ก็ด้วย ทุกวันนี้เป็นลักษณะการแทรกแซงจากการแต่งตั้ง แต่จริงๆ แล้วการแทรกแซงก็เกิดขึ้นได้ การเลือกตั้งก็แทรกแซงได้ ซึ่งจากประวัติศาสตร์เราก็มี แต่การแต่งตั้ง มันไม่เคลียร์มากกว่า ซึ่งถ้าคุณออกแบบโครงสร้างทุกอย่างให้มาจากประชาชนมันจะแข็งแรงขึ้น
ที่นี้ ผมก็อยากพูดถึงการเมืองเก่า คุณทำให้มันสมบูรณ์ก่อนสิ หรือใช้ให้มันเปล่งศักยภาพสูงสุดเสียก่อน อย่างเช่นคุณมีสิ่วอย่างดีที่คมมาก แต่คุณใช้แค่ทำไม้จิ้มฟัน คุณไม่เคยเอาสิ่วไปใช้ให้เปล่งศักยภาพสูงสุดเพื่อแกะสลักประติมากรรมมาสัก อันหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ผมมองว่า ‘การ เมืองเก่า’ ต้องส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง ปัญหาของสังคมไทยคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทุกอย่างเล่นละครกันโดยสิ้นเชิง คำว่า ‘ไม่ส่งเสริมอย่างจริงจัง’ คือ เราใฝ่ฝันและปรารถนาที่จะเห็นยอดผู้มาใช้สิทธิเต็ม 100% หรือใกล้เคียง 100% กันทั้งนั้น แต่เราไม่มีนโยบายที่จริงจังที่จะส่งเสริมยอดผู้มาใช้สิทธิ นโยบายที่มันตอแหล ทุ่มงบไปให้ กกต.โหมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี ผมเห็นว่ามันเป็นนโยบายที่ลวงและตอแหล เงินก้อนนี้ เป็นเงินหลายล้านบาท คุณลองไปเช็คนะ ผมไม่แน่ใจว่ามันอาจเป็นพันล้านบาท เงินก้อนนี้คุณเอามาแบ่งให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งดีกว่า จะหารได้เท่าไหร่ก็แล้วแต่ จะ 200 หรือ 500 บาท ระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทุกสมัยมีสิทธิได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลคนละเท่าไหร่ เป็นค่าชดเชยการหยุดงาน เป็นค่าการเดินทาง เป็นค่าอะไรทั้งปวง ที่สุดคุณก็จะเลิกอ้างกันเรื่องพลังเงียบซะที ทุกวันนี้ยอดผู้มาใช้สิทธิ 60 หรือ 70% เขาก็ถามถึง 40% หรือ 30% ที่เหลือ เลิกเบี่ยงเบนให้เฉไฉ คุณเปิดเผยพลังเงียบกันด้วยวิธีนี้เลย ที่สุดใครจะเอาทักษิณหรือไม่เอา เขาจะเอาประชาธิปไตย หรือ อำมาตย์ โดยปริมาณ โดยสถิติ จะประจานกันเองว่าอะไรคือความจริง
ทุก วันนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ส่งเสริมประชาธิปไตย คือการห้ามขายเหล้าในวันเลือกตั้ง ทำไมผมพูดจาผิดปกติเช่นนี้ นอกจากคุณให้เงินประชาชนในการมาใช้สิทธิการเลือกตั้งแล้ว คุณต้องให้ประชาชนรู้ค่าวันเลือกตั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนเป็น Festival เป็นมหกรรมเฉลิมฉลองที่ทุกคนหยุดงานหมด หลังจากออกไปเลือกตั้งเสร็จ ทุกคนมีเงินออกไปกิน ดื่ม เพื่ออะไร เพื่อแสดงว่าประชาชน แม่งเป็นใหญ่ที่สุด ประชาชนสามารถสำมะเลเทเมา หรือว่าทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราส่งเสริมให้ประชาชนสำมะเลเทเมา แต่เราต้องการสื่อสารให้ประชาชนเขาเห็นถึงอำนาจของเขาว่า จริงๆ คนที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน คือ เขา ไม่ใช่ให้อภิชนปิดห้องกินไวน์ชั้นดี ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง หรือว่ามั่วเสพยาเสพติดกัน การสำมะเลเทเมาของมวลมหาชนนั้น ไม่ต้องห่วงมันจะคุมเชิงกันเอง สังคมจะตรวจสอบกันเอง ทุกคนมีเงินบางส่วนเท่านั้น มันจึงจะมากินเหล้าหรือสุดฤทธิ์สุดเดชกับความฟุ่มเฟือยเท่าที่มี เงินเหล่านี้จะทำให้ชีวิตที่มีข้อจำกัด หรือชีวิตที่อาภัพบางชีวิตมีโอกาสเพิ่มขึ้น เงิน 500 บาทสำหรับการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง อาจเป็นนมผงชั้นดีหนึ่งกระป๋อง เป็นอะไรหลายอย่าง คำพูดของผมเป็นการฉีกหน้ากากอภิชนชั้นสูงที่เตะสกัดประชาธิปไตยมาโดยตลอด ด้วยการไม่ได้ส่งเสริมอย่างจริงจัง
“เราแสวงหาความใหม่โดยเครื่องมือเก่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่
เพราะมีกลุ่มคนที่จะเตะสกัดถ่วงมันไว้
เราจึงต้องทำลายวาทกรรมว่าผู้แทนเลวเสียก่อน”
ที่ ผ่านมาการเลือกตั้งเป็นเรื่องพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ใครก็รู้อยู่แล้ว ต่อมาพันธมิตรฯ เขามาอีกกระแสหนึ่ง โดยมีเอ็นจีโอและภาคประชาชนร่วม โดยพยายามผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เช่น การต่อสู้กับโครงการที่กระทบกับคนในพื้นที่ มันก่อตัวมาจากเรื่องพวกนี้ด้วยจนกลายเป็นวาทกรรมใหญ่ว่า แนวทางแบบพันธมิตรฯ นี่แหละ คือการเข้าสู่ประชาธิปไตยที่เหนือกว่าประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง 4 นาทีในคูหาเลือกตั้ง
เราแสวง หาความใหม่โดยที่เครื่องมือเก่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ เพราะมีกลุ่มคนที่จะเตะสกัดถ่วงมันไว้ เราจึงต้องทำลายวาทกรรมว่าผู้แทนเลวเสียก่อน พูดง่ายๆ ทุกวันนี้ ทำไมผู้แทนบางคนแม่งเลว โอเค ที่เลวโดยสันดานมีอยู่ แต่บางคนเสียคน เพราะการประจบสอพลอของบริวาร ผู้แทนแต่ละคนมีที่ปรึกษา แต่ทันทีที่สังคมสร้างวาทกรรมให้ว่าผู้แทนเลว มันก็จะไม่มีปัญญาชนเข้าไปทำงานให้ผู้แทนไปโดยปริยาย ผู้แทนบางคนอาจจะแย่ แต่มันกลายเป็น Symbol (สัญลักษณ์) ของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะทำงานไม่ได้ รับใช้ประชาชนไม่ได้ ถ้าเอาความเป็นขวัญใจของประชาชนมารวมกับคณะทำงานซึ่งมีปัญญาชนกลุ่มหนึ่ง อุทิศตัวเข้าไปรับใช้ไอ้คนนี้ ผู้แทนทุกคนจะยกระดับตามวันและเวลา ยิ่งประชาธิปไตยในเมืองไทยเบ่งบานเท่าไหร่ ผู้แทนที่ดีก็จะมีมากขึ้น ส่วนไอ้ที่เลวก็จะดี ไอ้ที่ล้าหลังก็จะอัพเกรด
ทัศนคติต่อนักการเมืองเป็นปมสำคัญ ในช่วงพันธมิตรฯ ที่ทำการตรวจสอบทักษิณในช่วงแรก ก่อนไปสู่การเรียกร้องมาตรา 7 คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า นักการเมืองเลว และยิ่งกว่านั้นคือประชาชนกำลังคุมนักการเมืองไม่ได้ เพราะทักษิณมีอำนาจมาก ขณะที่ระบบตรวจสอบก็มีช่องโหว่มาก ทำไมคุณจึงเชื่อว่า ประชาชนคุมนักการเมืองได้ และเชื่อว่านักการเมืองพัฒนาได้
ถ้าคุณ พูดถึงพรรคไทยรักไทย พวกเราติดกับอคติอยู่นะ นโยบายของไทยรักไทย ทำให้คนกลุ่มเล็กเท่านั้นที่เสียผลประโยชน์ แม้แต่เราเองก็ได้ประโยชน์ แต่เราไปมีอารมณ์ร่วมกับคนเสียผลประโยชน์ โดยผ่านคอนเนคชั่นของข้อมูลข่าวสาร ผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ประโยชน์ของพวกคุณคืออะไร พวกคุณคือคนหนุ่มคนสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือเพื่อนนักเขียนหลายคน ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหน เป็นนักเขียนอิสระ นโยบายไทยรักไทยที่สอดคล้องกับชีวิตพวกคุณที่กำลังก่อร่างสร้างตัว คือ บ้านเอื้ออาทร และ 30 บาทรักษาทุกโรคแต่ บ้านเอื้ออาทรกลับถูกทำให้กลายเป็นสิ่งเหินห่างกับพวกคุณ ถูกทำให้พวกคุณไม่ใช่กลุ่มลูกค้า ทั้งที่บ้านเอื้ออาทรคือพวกคุณเลย แต่คำว่าเอื้ออาทรมันดูเป็นลูกทุ่งไง มันล้าสมัย
ตรงนี้ ผมมองแล้ว ที่สุดหลายอย่างเป็นเรื่องการขัดผลประโยชน์ ผมอยากพูดถึงวิธีมองของมาร์กซิสม์ในเรื่องสังคม คู่ขัดแย้งหลัก คู่ขัดแย้งรอง ถ้าพูดถึง 14 ตุลา 6 ตุลา ตอนนั้นยังไม่ใช่ลักษณะความขัดแย้ง ถึงแม้ว่าจะมีคนทุกข์ยาก ลำบากยากจนจริง แต่กระแสชาตินิยมอะไรมันยังแรงมาก เพราะฉะนั้นการรู้ตื่น รู้เบิกบานของประชาชนนั้นมีความคลุมเครือ แล้วเขาก็ต่อไม่ติดกับ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) หรือว่าทฤษฎีฝ่ายก้าวหน้าที่นำโดยกลุ่มปัญญาชนนักศึกษา แล้วกลุ่มนั้นก็เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งมาก่อนกาล คำว่า ‘มาก่อนกาล’ ที่ผ่านมา เราใช้กับผู้อภิวัตน์อย่างนายปรีดี (ปรีดี พนมยงค์) หรือว่าเสรีไทย หรือว่ากลุ่มในเครือข่ายนายปรีดีที่ก้าวหน้า หรือแม้แต่ ‘บุษบา ท่าเรือจ้าง’ หรือ ‘นรินทร์ กลึง’ คนขวางโลก ตอนนั้นอัตวิสัยของปัญญาชนสุกงอม แต่ภาวะวิสัยของประชาชนยังไม่สุกงอม ที่สุด พคท.ก็ล่มสลายไป กลุ่มความคิดก้าวหน้าก็ล่มสลายไป แล้วที่สุดก็สวิงกลับมาเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมในปีปัจจุบัน ขณะที่ทุกวันนี้ภาวะวิสัยมันสุกงอม แต่เรากลับไม่มีกลุ่มปัญญาชนที่จะลงไปรับใช้เขาในปริมาณที่พอสมควรที่จะทัด ทานความล้าหลังของนักการเมืองที่กุมทรัพยากรและอำนาจบางอย่างไว้
“สังคมไทยเป็นสังคมไร้สติที่คุณไม่ให้โอกาสกับกลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า
ทันทีที่คุณเห็นว่า สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แปลกใหม่
คุณหากระบวนการแทรกแซงและล้มทันที
คุณเอาสิ่งที่มีมาไม่ถึงสิบปี
ไปเทียบกับพัฒนาการหลายอย่างๆ ของต่างประเทศไม่ได้”
การเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบรัฐบาลทักษิณ มันเจือปนอคติมากเกินไปหรือ
ผมพยายามบอกว่า สมัย 14 ตุลา กับ 6 ตุลา มันยังไม่มีความชัดเจนในคู่ขัดแย้งหลัก พูดตรงๆ มันยังเป็นคู่ขัดแย้งรองด้วยซ้ำ ผมมองว่าปัญญาชนทะเลาะกับอำนาจรัฐแค่นั้น ปัญญาชนคิดแทนชาวบ้าน ว่าชาวบ้านเสียเปรียบ ยากจน แต่ยังไม่สามารถปลุกเร้าให้เขาตื่นฮือได้ทั้งประเทศเหมือนกับปัจจุบัน เพราะฉะนั้น มันเหมือนกับปัญญาชนทะเลาะกับอำนาจรัฐเท่านั้น
แต่ถึงรัฐบาลทักษิณ มันมี 2 ลักษณะ คือคู่ขัดแย้งหลักมันออกมาเคลื่อนไหวการเมือง ตามแรงผลักดันของกระเป๋าตังค์ ตามสุขภาพของลูกเมีย ตามข้าวที่หายไป ตามเสาเรือนที่แม่งโยกโย้เย้แล้วไม่สามารถหาเงินมาซ่อมบำรุงได้ กับคู่ความขัดแย้งรอง คือการขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงกับทักษิณ ซึ่งต้องยอมรับว่าทักษิณก็คือชนชั้นสูงเช่นกัน เขาพัฒนาตัวเองจากพ่อค้า ที่สุดมาได้อำนาจรัฐ ที่สุดมาพัฒนารสนิยมจริตอะไรหลายอย่าง ทักษิณขัดแย้งกับชนชั้นสูงบางคน ที่สุดก็เกิดการปะทะกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งทักษิณเห็นภาวะวิสัยที่สุกงอมของประชาชน หรือว่า ทักษิณเอง หรือว่า ทีมงานของไทยรักไทยเองนั่นแหละที่เอื้อให้เกิดภาวะสุกงอมผ่านนโยบายประชา นิยม
สิ่ง หนึ่งที่เราต้องมาไตร่ตรองกันคือ เวียดนาม กว่าอำนาจจะเป็นของประชาชน ไม่ว่าจะปลดปล่อยจากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะปลดปล่อยจากรัฐบาลอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะปลดปล่อยออกจากกลุ่มอภิชน ทั้งหลายทั้งปวงกินเวลาเกือบร้อยปี แต่พัฒนาการเมืองไทยสมัยใหม่ที่นำโดยไทยรักไทย มันเกิดขึ้นแค่ 6-7 ปี สังคมไทยเป็นสังคมไร้สติที่คุณไม่ให้โอกาสกับกลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า ทันทีที่คุณเห็นว่า สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แปลกใหม่ คุณหากระบวนการแทรกแซงและล้มทันที คุณเอาสิ่งที่ไม่มีมาถึงสิบปีไปเทียบกับพัฒนาการหลายอย่างๆ ของนานาชาติของต่างประเทศไม่ได้
สิ่งที่ ผมพูดก็คือคู่ขัดแย้งรอง นั่นคือการทะเลาะกันของอภิชน ที่สุดอภิชนฝ่ายหนึ่งก็ไปอยู่กับประชาชน หรือการสะกิดที่ผมพูดถึง ที่สุดชนชั้นนำที่แพ้พ่ายมาในสมรภูมิหอคอย แล้วลงมาอยู่กับมหาประชาชน ลงไปสะกิดมหาประชาชนที่ห่างอยู่ให้สุกงอมไปเลย
บาง ครั้งความสำคัญของการสะกิดก็ไม่ได้มากมายมหาศาล เพียงแต่เขาถูกพรากสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นโลกใหม่ไปจากเขา ก็คือประชานิยม อยู่ๆ คุณกำลังจะมีชีวิตใหม่ มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง แต่พอรัฐประหาร สิ่งนั้นหายไปจากคุณ นี่คือการที่ทุกคนต่อสู้มาจากกระเป๋าของตัวเอง อย่างเช่นที่อุดรธานี มีคนที่ส่งลูกไปเรียนเยอรมัน ไปเรียนฝรั่งเศส รัฐประหารเสร็จระงับทุน มันคือการเสียผลประโยชน์ส่วนตัว
นี่แหละการต่อสู้ของ นปช.ที่ ออกมาต่อสู้ ต่อต้านรัฐประหาร 2549 ส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่เลยมาจากการเสียผลประโยชน์ส่วนตัว เงินกองทุนหมู่บ้าน ถึงแม้จะมาซื้อโทรศัพท์ ซื้อมอเตอร์ไซด์ก็แล้วแต่ ประเด็นคือ ปีก่อนกูได้ แต่พอรัฐประหารเสร็จกูไม่ได้
ติดตามตอน 2 ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

ความเดิมตอนที่แล้ว สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่

"ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์
คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ
ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ
ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม
ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ"

ประชาไท: ถ้าเราพุ่งเป้าว่าการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนออกมา โดยอธิบายมุ่งไปที่นโยบายประชานิยมซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างจิตสำนึกใหม่ๆของประชาชน คำถามคือ รัฐบาลต่อๆ จากทักษิณก็ไม่ได้ล้มประชานิยม สานต่อหลายอย่าง ผลิตใหม่หลายอย่างด้วยซ้ำ

ไม้หนึ่ง: ผมเถียงครับ อันที่จริงที่รัฐบาลเหล่านี้สานต่อหรือที่ทักษิณทำเองก็ยังเป็นที่กังขาว่า คุณทำแบบอาร์เจนติน่าหรือเปล่า ที่สุดคุณทำให้ประชาชนเป็นง่อยหรือเปล่า แต่ในมุมมองของผม ผมเติบโตในครอบครัวชาวนา พอวัยรุ่นครอบครัวชาวนาของผมยกระดับมาเป็นชาวสวน ชาวนาทำเพื่อกิน ชาวสวนทำเพื่อขาย ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ผมกลายมาเป็นพ่อค้า ผมยกระดับตัวเองมาตลอด แล้วผมก็มีการศึกษาระดับเดียวกับพวกคุณ ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผมเห็นชีวิตคนที่มันเปลี่ยนไปด้วยทรัพยากร อำนาจ และโอกาส บางครั้งอำนาจกับโอกาส มันเป็นสิ่งเดียวกัน เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่น ถึงแม้ว่าคนภาคใต้อาจจะเถียงว่าภาคใต้ไม่มีโอเค มันเพิ่งมีมา 6 ปี ต้องขยายเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาใช้ฐานความคิดแบบนักการเมืองซึ่งล้าหลังแบบฐานคะแนนกูก็ให้ก่อน แต่คุณจะบอกว่ามันผิดไม่ได้ คุณต้องบอกว่ามันเป็นพลวัต ถ้ามันหมุนไปสู่จุดที่ดีก็ต้องบอกว่ามันถูก แต่ถ้ามันถอยไปสู่การที่แบ่งประเทศ อันนั้นมันก็เลวร้าย

เพราะฉะนั้น เงินสองหมื่นบาทมันทำให้คนเปลี่ยนจากชาวนาโดยไม่ต้องเป็นชาวสวนแบบผม แต่เป็นพ่อค้าบะหมี่ชายสี่ฯ ได้เลย แล้วคุณอาจจะถามผมว่า อ้าว แล้วความพอเพียงล่ะ...ความพอเพียงก็เป็นความลวง ในขณะที่ภววิสัยทางโลกเป็นทุนนิยม เป็นคลื่นกระแสที่เชี่ยวกราก คุณต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ คุณต้องพอเพียงในรสนิยม คุณควรจะมีมือถือในยี่ห้อที่ไม่ต้องใช้เน็ตได้ถ้าคุณเป็นชาวนา หรือว่าบางเงื่อนไขคุณไม่จำเป็นต้องใช้ ทุกอย่างต้องพอเพียงในรสนิยม แต่ในการทำมาหากินต้องสอดรับกับภววิสัยทางโลก

สรุปง่ายๆ ว่า ตอนนี้นักการเมืองเลว ที่สุดวิธีคิดการมองว่าสังคมชั่วร้าย คนยังด่าพ่อค้าคนกลางอยู่เลย ซึ่งมันถูก แต่พ่อค้าคนกลางคือใคร แทบเป็นเครือข่ายของชนชั้นสูงทั้งนั้น แต่ในขณะกระบวนทัศน์ของพรรคไทยรักไทย หรือวิธีคิดของพรรคไทยรักไทยพูดถึง SMEs และ OTOP สิ่งเหล่านั้นอย่าทำเป็นเล่นไป ชาวนาที่มีลูกจบ MBA มันไม่ยากเลยที่เขาจะมาแทรกตัวในการค้าเสรีแล้วส่งข้าวของพ่อเขาเองตามห้าง ทุกคนได้เงินสองหมื่น มีทรัพยากร มีทุน ได้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อการผูกขาดของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง จริงๆ มันก็สรุปไม่ได้ว่าไม่เอื้อ แต่มันส่งเสริมรายย่อย ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์ คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ

"นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต
แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด
ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ"

ถ้าคนเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้จากโครงการประชา นิยม รัฐบาลไหนก็ทำได้ ก็ทำประชานิยมสิ ทำไมคนจะต้องยึดติดกับไทยรักไทยด้วย หรือมันมีหลักการอะไรบางอย่างหรือเปล่าที่ทำให้เขาออกมา

ความจริงใจไง เอาง่ายๆ ทุกรัฐบาล คนที่ถือครองอำนาจรัฐ มันฉกชิงอำนาจและทรัพยากรไปจากคนทั้งนั้น แต่ความจริงใจจะทำให้ประชานิยมไปพ้นจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่แท้จริง พูดตรงๆ นะ ไอ้ม็อตโต้ ที่บอกว่า จงอย่าเอาปลาไปให้ประชาชน แต่จงสอนประชาชนให้จับปลา มันเป็นวาทกรรมที่ใช้ไม่ได้กับเมืองไทย เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มันเป็นม็อตโต้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จากสังคมที่ไม่มีความสมบูรณ์ ในเรื่องทรัพยากร ไม่มีความสมบูรณ์ในภูมิประเทศ เอ้า คุณ ดูง่ายๆ อย่างเมืองจีนและรัสเซีย เขามีพื้นที่เพาะปลูกได้กับพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไอ้วิธีคิดอย่างนี้ถึงสอดรับกับภูมิประเทศของเขา แต่ของเราทุกวันนี้แทบไม่มีแล้วไอ้พื้นที่ที่จะต้องมีอีสานเขียวอยู่ มันแทบจะมีแต่พื้นที่น้ำท่วม เพราะปัญหาจากเขื่อน พูดง่ายๆ ว่าอย่าให้วาทกรรมนี้เข้ามา หรือเข้ามาได้แต่คุณศึกษากันในหมู่นักวิชาการ ทันทีที่คุณจะไปสู่การปฏิบัติ คุณต้องบอกใหม่ว่า จงคืนปลาสิบตัวให้แก่ประชาชนสักแปด คุณเอาไปแค่สองตัว

ปัญหาของเราคือ คุณไม่ต้องสอนประชาชนจับปลาหรอก ประชาชนทำมาหากินได้ เขาขาดแค่ปัจจัยบางอย่าง ที่ช่วงสังคมพัฒนาการมาเป็นสังคมสมัยใหม่ หรือสังคมนิคส์ เขาขาดโครงสร้างบางอย่างพังไปอย่างเช่น โครงสร้างแข็งแรงในเรื่องของทฤษฎีเกษตร

ทฤษฏีเก่าคือ ชาวนาชาวสวนถูกทำลายโดยเจียไต๋ ผมเติบโตมาในยุคนั้น เติบโตมาพร้อมกับเจียไต๋ ผมเติบโตที่นครชัยศรี สวนของเรามีนาด้วยเกือบ 80ไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่เราทำเพื่อรับใช้ปากท้องของพวกเรา ต่อมาถูกเปลี่ยนโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ บริษัทปุ๋ย ให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลงเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือผักเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายปากคลองตลาดเราถูกทำให้อ่อนแอตั้งแต่ตรงนั้น ที่สุดประชาชนของเราจับปลาเก่งมาก แต่ปัญหาของเราที่แท้จริงไม่ใช่ประชาชนจับปลาไม่เป็น แต่คือการที่มีโจรช่วงชิงปลาของประชาชนไปตลอดเวลา ทุกวันนี้ประชาชนได้กินปลาแค่ 2 ตัว แต่อีก 8 ตัวมันถูกชิงไปไม่ว่าโดยอำนาจรัฐ จากชนชั้นสูง หรือกระบวนการบ้านเมือง อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้สำคัญ

แล้วอีกอย่างหนึ่ง เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ใช้ไม่ได้กับภววิสัยปัจจุบัน ภววิสัยปัจจุบัน ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันของคุณถูกทำลายแล้ว ความแข็งแรงเรื่องที่นา สวนผัก สวนผลไม้ ถูกทำลายแล้ว คุณต้องมีเงิน คุณไม่มีต้นข่อยมาสีฟัน คุณต้องจ่ายเงินซื้อเดนทิสเต้ ใกล้ชิด ซอลท์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พวกคุณก็ถูกชี้นำแบบนี้ แม้แต่กับวงการวรรณกรรมก็ตาม

จะยกตัวอย่างเรื่องสั้นของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คุณศุ บุญเลี้ยง วิจารณ์คุณกนกพงศ์ 3 ปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ได้ ที่แพ่งนรา เนื้อเรื่องคือ คุณยายคนหนึ่งอยู่กับบ้านทำการเกษตร หักของเก็บผลผลิตทางการเกษตรมาขายหน้าบ้านโดยไม่เอากำไร การชี้นำอย่างนี้เป็นปัญหา อันตรายกับประชาชน ราษฎร พลเมืองอย่างที่สุด

สมมติว่าคุณยายอยู่พื้นที่ๆ หนึ่งไม่ได้ปลูกหมากเอง ไม่ได้ปลูกพลูเอง คุณยายต้องมีกำไรไหม คุณมองง่ายๆ ว่า เมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดิน แล้วคุณเด็ดจากดินไปขาย 2-3 บาทก็ได้กำไรแล้ว มันไม่ใช่ไง คุณต้องอย่าส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ เพราะมันมีบางคนที่จะเหมาผักของคุณยายหมดในเงิน 99 บาท ยังไม่ถึง 100 เลย หรือ 5 บาทมันยังจะเอาเงินถอนจากคุณยายเลย ผักบุ้งกำละ 5 บาท ผักบุ้งมันเอาของคุณยายมาทั้งหมด 10 บาท แต่มันเอามาขายได้ 30บาท ที่สุดคุณต้องทำให้สังคมดำเนินวิถีชีวิตสอดรับกับกลไกการตลาดที่เป็นจริง ไม่ใช่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ

ที่สุดชุดวิธีคิดที่ว่า...เออ เสาร์-อาทิตย์นี้ทำ อะไรกันดีแม่...นี่ไปซื้อผักสิถูกมาก แล้วเราเอามาตั้งขายบ้านหน้าบ้านเราได้กำไร 5 เท่า...คุณส่งเสริมวิธีคิดแบบนี้กันอยู่ทุกวันนี้ ทำไมไม่ไปให้การศึกษาป้าล่ะว่าควรขายเท่าไรเป็นอย่างต่ำ เราขาดปัญญาชนที่จะไปรับใช้ประชาชน คุณลงหมู่บ้านก็จะไปเอาจากเขา นั่งดูป้า ใส่เสื้อผ้าสีนี้ เอาคุณลักษณะของเขามาเขียนเรื่องสั้นส่ง เอาเงินมาใช้ แต่ไม่ได้คืนอะไรให้กับประชาชนเลยแม้แต่ไอเดียในการดำเนินชีวิต และเรื่องสั้นเรื่องนี้ ศุ บุญเลี้ยง จึงวิจารณ์ว่า ถ้าผมเป็นคุณยายแล้วผมทำมาหากินแล้วได้กำไรไม่ได้เหรอ ผมชั่วเหรอ มันกลายเป็นว่านักวรรณกรรม นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ

"ผมมองว่าภาววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด
โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ
ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิด
มีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น"

ถามจริงเมืองไทยทำไมเราถึงรู้ว่าทักษิณมันรวยนัก เพราะทักษิณมันต้องแจ้งยอดเงิน ต้องแจ้งอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับผู้แทนทั้งปวง เวลาเข้าเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่คนที่ไม่ต้องแจ้งล่ะ แล้วสามารถเอาเปรียบที่กดขี่ประชาชนได้อย่างซึมลึกแล้วก็ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำเหมือนกับน้ำเซาะทราย แล้วคำว่า น้ำเซาะทรายของเขาไม่ใช่จากหนึ่งเป็นสอง แต่จากหนึ่งหมื่นล้านเป็นสองหมื่นล้านในสองอาทิตย์ พวกนี้ไม่มีกฎหมายให้เขาชี้แจง ซึ่งที่สุดโครงสร้างเศรษฐศาสตร์แบบก้าวหน้ามีตั้งแต่สมัยนายปรีดี หรือ อาจารย์ป๋วย เค้าโครงเศรษฐกิจหน้าเหลือง ที่สุดก็เป็น Satire เสียดเย้ยกับพรรคประชาธิปัตย์ ภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จริงๆ แล้วเราสามารถจูนสังคม ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ประโยชน์ของประชาชน หรือการดูแลซึ่งกันและกันของพลเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโครงสร้างการเมืองหรือเศรษฐกิจมันก้าวหน้า คนรวย คุณต้องจ่าย

เมืองไทยมีวิธีคิดหนึ่งที่พวกฝักใฝ่มาร์กซิสม์ถูกด่ามาตลอด ซึ่งเป็นวิธีคิดแทรกซึมของคนชั้นสูงหรือผู้ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์มัก กล่าวอ้างว่า คุณจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปทำไม ทุกวันนี้ มีจนบ้าง รวยบ้าง คนชั้นกลางบ้าง ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะจนเท่าเทียมกันหมดจะเอาหรือ มันบ้า เพราะลองไปดูรัสเซียมีแต่น้ำค้างแข็ง ภูเขาเหน็บหนาว ไปดูจีนพื้นที่เพาะปลูกไม่มากมาย ไม่สอดรับกับปริมาณคน ประเทศไทยถ้าคุณจัดโครงสร้างดีๆ ทุกคนจะรวยเท่ากัน

ผมจะเสนอแนวคิดหนึ่งแนวคิดนี้แม้แต่กลุ่มเลี้ยวซ้ายที่มุ่งรัฐ สวัสดิการ เขาก็ยังมองไปอีกทาง ผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา กลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมองว่าไม่ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ น้ำมัน ไฟฟ้า ประปา แต่ผมมองว่าภววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิดมีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น เช่น ปตท. ผมส่งเสริมให้ ปตท.แปรรูปและทำกำไรแต่ประชาชนทุกคนมีชื่ออยู่ในหุ้นของ ปตท.ทันที ถามว่าอย่างนี้ไม่เละเหรอ คุณสามารถจัดสัดส่วนได้ว่าหุ้นที่เป็นของประชากรทั้งหมดเป็นเท่าไร หารได้ปีละ 500 บาทก็สมควร ได้ปีละ 2,000 บาทก็ยิ่งดี ซึ่งในระบบทุนนิยมมันมีแต่ได้ เพราะอะไร เพราะน้ำมันของ ปตท. ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ ผมว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ายังไม่เคยมีใครเสนอคล้ายกับระบบสหกรณ์ ปตท.ที่แปรรูปแล้วอยู่ๆ กลายเป็นระบบสหกรณ์ ประชาชนกิน กำไรส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชน แม้ว่ากำไรอีกบางส่วนต้องหมดไปกับการบริหาร มันทำได้ ทำไมแนวคิดนี้ไม่มีใครกล้าคิด มันขัดผลประโยชน์ใคร ทุกวันนี้คุณก็รู้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งปวงโบนัสเท่าไร ทำไมการรถไฟของเรามันถึงไม่ดีกว่านี้

เมื่อกี้พูดว่าตอนนี้ประชาชนสุกงอม แต่ดันขาดปัญญาชนแบบที่เคยมี อย่าง 6 ตุลา 14 ตุลา อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจำนวนไม่น้อยเหวี่ยงกลับไปเป็นกลุ่มคอนเซอร์ เวทีฟในยุคนี้

มันผิดตั้งแต่เราไปมองว่า 14 ตุลา 6 ตุลาเป็นฝ่ายก้าวหน้าแล้ว บอกให้ก็ได้ ทุกวันนี้คนที่ได้ตราประทับจากการเข้าป่า กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนหนึ่ง

"ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง
พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง
แล้วคุณเข้าร้าน
pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ
มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ
ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม
จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ
แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง"

แต่ตอนนั้นเขาก็ก้าวหน้าไม่ใช่หรือ มีไอเดียของการต่อสู้เพื่อความเป็นเท่าเทียม เป็นธรรม
แต่มันยังมีความก้าวหน้าแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้ก้าวหน้าจริง ผมจะยกตัวอย่างให้ ระหว่างคนที่เข้าป่าสมัยนั้น พอป่าแตกออกมาทุกคนเหมือนจะมียศถาบรรดาศักดิ์ที่มองไม่เห็นอยู่ ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้ แต่วงวรรณกรรมรับรู้และให้เครดิตพวกเขา แล้วพวกเขาก็เติบโตมาเป็นอะไรต่อมิอะไร คุณไปให้ค่ากับปัญญาชนหรือนิสิตนักศึกษารุ่นนั้น ถ้ามองรายละเอียด หลังจากพวกเขากลับออกมาทำไมเขาจึงฟูมฟายตัดพ้อพรรค ทำไมเข้าไปแล้วไม่ได้เป็น ศ. ไม่ได้เป็นอะไรเลย คุณมีต้นทุนในเมือง แต่โดยทฤษฎีคุณไม่มีต้นทุนชนชั้น และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า มือนิ่มๆ ของคุณรับใช้พรรค รับใช้ประชาชนผู้เสียเปรียบได้แค่ไหน แล้วมันก็เกิดมายาคติเช่น ผมโตเป็นหนุ่มไม่ทัน 14 ตุลา 6 ตุลา ทันทีที่ทะลึ่งมาเป็นผู้ฝักใฝ่มาร์กซิสม์ คำที่ตามมาก็คือ ซ้ายใหม่ ซ้ายไร้เดียงสา เพราะไม่มีต้นทุน เด็กบางคนจนมันจบมหาวิทยาลัยมันอยู่ในเขตงานมาตั้งแต่เกิด ขณะที่คุณเข้าไปตากอากาศแค่ไม่กี่ปี ใครเป็นตัวจริงตัวปลอม ตรงนี้ไม่เคยมีใครมาพูด คุณมีแต่เรื่องเด็กหญิงหมวกดาวแดงที่เป็นลูกสาวของปัญญาชนที่เข้าไปมีเมียมี ลูกกันในนั้นแล้วก็ออกมา อ้าว! แล้วคุณเคยพูดถึงลูกหลานของสหายผู้ปฏิบัติงานไหมว่าไอ้พวกนั้นที่ทุกวันนี้ พ่อแม่มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ แต่ลูกเต้าเติบโตมีวัยเด็กโดยอุดมการณ์การหล่อหลอมของช่วงเวลานั้น

ผมเคยตั้งคำถามกับวินัย อุกฤษณ์ หรือวารี วายุ ที่เกาะบูบู สมัยรัฐบาลทักษิณว่า พี่ ถ้าวันหนึ่งไอ้เด็กที่มันเคยวิ่งส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนฝูงพี่ที่เข้าป่า แต่วินัยเขาไม่ได้เข้าป่านะ สมัยที่พวกเพื่อนฝูงพี่หนีอำนาจรัฐเข้าไปอยู่ในป่า เด็กพวกนั้นที่มันเป้ข้าวให้พี่ เพราะมือพี่บางเกินไป ถึงวันนี้มันกลายมาเป็นคนรักทักษิณ รักประชานิยม มีโทรศัพท์มือถือ ใช้ชีวิตสอดรับกับกระแสการค้าเสรีอย่างปัจจุบัน พี่จะว่ายังไง พี่วินัยบอกว่าก็ปล่อยมันไป เมื่อมันเหลวแหลกก็ปล่อยให้มันเหลวแหลกไป ตรงนี้ไงที่ทำให้เห็นว่าคุณยึดมั่นถือมั่นกับกลุ่มความคิดบางอย่างแบบแข็ง และไม่เป็นพลวัตเลย ฉะนั้น ผมว่าตอนนี้คุณภาพใหม่ของสังคมไทยอย่างหนึ่งก็คือ เด็กจากเขตงานพวกนั้นมีโอกาสการศึกษาที่สูง ไทยรักไทยอาจช่วยเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ แต่พลวัตทางสังคมเป็นไปทางนั้น คุณตั้งคำถามถึงเด็กกลุ่มนั้นไหม ลูกเต้าเหล่ากอของผู้ปฏิบัติงานจริงที่เรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกวันนี้อาจจะมาเป็นนักวิชาการ เป็นคนชั้นกลาง หรือเป็นอภิชนที่นอกคอก มันเสือกประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง

ประเด็นก็คือ พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง แล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่เด็กเหล่านั้นเป็นหมาจรจัด สุ่มเสี่ยงกับความอดอยากและอะไรหลายอย่าง ล่าเอง ไม่มีต้นทุน พ่อแม่ส่งให้เรียนแล้วจบ ขวนขวายเอาเอง พอไทยรักไทยมา พ่อแม่ก็บอกว่าเอ้า เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่นไปเซ็นเอาซะ กลับมาในเมืองเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์ทำมาหากิน มันมีคุณภาพใหม่หลายอย่างที่เติบโตในช่วงที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาถือครอง อำนาจรัฐ แต่มันถูกทำลายโดยกลุ่มคนซึ่งพยายามชูภาพความเลวร้ายเก่าๆ ของนักการเมือง

ถ้าพูดถึงนักการเมืองอย่างจาตุรนต์ (ฉายแสง) มันก็โคตรเท่ห์ หน้าตาดี มีการศึกษา มีวิธีคิด มีต้นทุนจากการเคลื่อนไหวจากในอดีต แต่ทำไมเวลาทับถมนักการเมืองถึงพูดถึงแต่ประเภทเนวิน (ชิดชอบ) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) เฉลิม (อยู่บำรุง) คุณไม่แฟร์กับผู้แทนราษฎร ซึ่งนั่นเท่ากับไม่แฟร์กับราษฎร

"การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน
จึงตอบสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น
เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม
ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ
นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน
ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก"

แล้วมองอนาคตยังไง อย่างที่มีข้อเรียกร้องเรื่องขับไล่อำมาตย์ มองความเป็นไปได้ในอนาคตแค่ไหน
โอว ผมมีความหวังเต็มเปี่ยม ผมเป็นคนพุทธ สรุปรวบควบแน่นสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกวันนี้อภิสิทธิ์ชนสามารถเชิดชู สามารถเล่นทริกต่างๆ กับรัฐบาลที่อภิสิทธิ์ชนหนุนให้มามีอำนาจได้ มันเป็นไปตามกลไก คุณอาจจะเลือกอำนาจ 3 รัฐบาลเบิ้ลก็ได้ แต่ที่สุด คุณตั้งอยู่แล้วคุณต้องดับไป มันเป็นสัจจะ ฉะนั้นไม่มีใครละเมิดอันนี้ได้ ปีนี้เป็นปีที่ฝ่ายอภิชนรุ่งเรืองที่สุด โหมดการเคลื่อนของมันเคลื่อนไปสู่ความเสื่อม เมื่อถึงจุดหนึ่งประชาชนอาจขึ้นมารุ่งเรือง แล้วในที่สุดก็อาจเสื่อม หรือยกระดับ เปลี่ยนคุณภาพไป ที่สุด ประชาชนจะได้เป็นใหญ่อยู่แล้ว แต่มันอาจยืดเยื้อยาวนาน

ผมถึงเกริ่นเบื้องต้นถึงเวียดนาม โฮจิมินห์ หรือมีวีรบุรุษของเวียดนามเยอะแยะมากมายที่ต่อสู้มาเป็นร้อยปี เราไม่มีกระบวนทัศน์หรือสายธารประวัติศาสตร์ที่แจ่มชัดในประชาชนของเรา พูดง่ายๆ พวกเราเพิ่งสร้างชาติกันขึ้นมาไม่กี่ปี วัฒนธรรม ประเพณี คุณก็เพิ่งเซ็ตติ้งกันขึ้นมา หลายอย่างมันก็ไม่มีรากเหง้าแท้จริง มาจัดกันเอง ตกแต่งกันเอง

ฉะนั้น การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน จึงตอนสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก อย่างแรกคือ คุณถูกเซ็ตติ้งรสนิยม ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะบอกให้ว่าผมสกปรกนะ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ข้อเขียนของผมรับใช้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เช่นเดียวกัน พันธมิตรฯ ก็มีนักคิดนักเขียนที่ยอมสกปรก คือรับใช้กลุ่มมวลชนของเขา แต่ผมกำลังพูดว่า ความสกปรกนี้ไม่ได้อยู่ในจริตของปัญญาชนชั้นกลาง ปัญญาชนชั้นกลางถูกสร้าง ถูกปลูกฝังให้รับใช้อภิชน ดังนั้น จริตเขาจะโน้มไปทางอภิชน สวย สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

ผมมาเหยงๆ กลางเวที ประชาชนปรบมือให้ผม ให้ดอกไม้ ให้มาลัยผม มีเสียงตอบรับกังวานก้องสนามหลวง แต่คุณเอารูปมาดู มันไม่ถูกจริตคุณหรอก แต่ผมเป็นคุณภาพใหม่ของประชาชนในช่วงเวลานี้ และประชาชนก็ก้าวมาพร้อมกับผม คือ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นกวี ส.ส. แม่งก็เป็นกวี ผู้นำ นปช. สามเกลอหัวแข็งบางเวลามันก็กลายเป็นกวีขึ้นมา เฉลิมก็แม่งแทบจะอภิปรายเป็นบทกวี ประชาชน 20 วันข้างทำเนียบผมเห็นอะไร มีคนที่คิดว่าทำงานบริการอยู่ที่พัทยา เห็นผมขึ้นเวทีอ่านกลอน เขาเลยแต่งเพลงมา 3 เพลง เพราะเหมือนทนไม่ไหว คือ แบบนี้กูก็ทำได้ แต่งมา 3 เพลง เพลงหนึ่งเพลงเพื่อประชาธิปไตย อีกเพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงรักทักษิณ อีกเพลงหนึ่งพูดถึงความทุกข์ยากของตัวเอง เขามาขอร้องบนเวทีสดๆ มีแต่เนื้อมา นี่คือคุณภาพใหม่ แล้วก็มีการบันทึกบทกวีเอาใส่กระดาษไปอ่านกัน เหมือนเวียดนามในช่วงสร้างชาติ การให้การศึกษาของเขาไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว มีสิ่งที่ที่เรียกว่า "เคี่ยวให้ข้น" เพื่อ "ทำมวลสารให้งวด" แล้วก็เหมือนกับเป็นบัวหิมะหรือกำลังใจปลุกเร้ากันและกันในช่วงที่เหนื่อย ล้า

"คุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิม
ที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ
แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า
ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร
เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า
การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน
คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ"

อย่างนั้นควรส่งเสริมให้ประชาชนขึ้นเวทีไปอ่านกวี ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไหม
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อ่อนมากใน นปช. ในขณะที่พันธมิตรฯ เขาทำแข็งมาก แต่เบื้องหลังที่ให้ขึ้นมาเขามีการจัดตั้งนะ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกไร้สาระขึ้นมา แต่ของ นปช. มันมีคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งของสังคมไทยที่เรายังสรุปไม่ได้ว่ามันดีหรือมัน เลว ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวกับอำนาจรัฐหรือการเมือง เรานำโดยภาคประชาชนมาตลอด ไม่ว่านิสิตนักศึกษา หรือช่วงพฤษภา 35 แต่ครั้งนี้มันมีอะไรที่มันเปลี่ยนไป จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือ ฝ่ายพรรคการเมืองมานำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคการเมืองมีความพร้อมทั้งฐานเสียง คือมวลชนที่เขาจัดตั้ง มีความพร้อมด้านทรัพยากร ค่าเช่าแสง สี เสียง เวที มีความพร้อมด้านคอนเน็กชั่นอำนาจรัฐ เขาสามารถพูดคุยกับตำรวจ ทหาร หรือมีเพื่อนฝูงอยู่ในเครือข่ายอภิชน พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ถึงจุดที่ขัดแย้งรุนแรงกับสิ่งที่อยู่สูงสุดของขั้วการปะทะ เขาสามารถเคลียร์ความรุนแรงได้หมด

พูดตรงๆ ว่าทำไมสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา เราถึงต้องยกเลิกในวันที่ 14 (เม.ย.) เพราะความขัดแย้งมันล่วงเลยการเผชิญหน้าในระดับที่พูดคุยกันได้ พูดง่ายๆ คือ ความขัดแย้งมันเลยเถิดถึงจุดยอดที่เขาไม่จำเป็นต้องแคร์คุณ เขามีแต่ออเดอร์ลง ไม่มีการสื่อสารที่สมบูรณ์ ฉะนั้น เขาไม่สื่อสารกับคุณ เขายื่นข้อเสนอว่าไม่เลิกก็ตาย มันก็จบ

จริงๆ แล้วผมมองว่าคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิมที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ

ผมสนับสนุนคุณวีระนะ ในสายตาผมเขาถูกทำให้สกปรก แต่วีระมีต้นทุนในการต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และเขาชัดเจนในการยุติการชุมนุมในวันนั้น นี่แหละคือคุณภาพใหม่ ดันทุรังต่อไปอีก 2 ชั่วโมงก็ตายกันแล้ว ก็เปลี่ยนอำนาจรัฐได้แล้ว แต่คุณภาพใหม่เกิดขึ้น คือเราไม่อยากเห็นการตาย ถึงบางคนจะมองว่าก็มึงก็ไม่อยากตายด้วย จะอย่างไรก็แล้วแต่มันคือคุณภาพใหม่ ต่อสู้ไม่ต้องสงครามครั้งสุดท้าย ไม่ต้องเสียหายกันวันนี้ แล้วก็เหมือนเป็นการสื่อสารนัยๆ ด้วยว่าอำนาจรัฐที่ถือครองนี้มันแค่ตุ๊กตา หนังหน้าไฟ นี่แหละทันทีที่ชัดว่าศัตรูคืออำมาตย์ การต่อสู้ที่ยาวนานยืดเยื้อเท่านั้นจึงจะทำให้สำเร็จผลจริงๆ

"ทศชาติชากดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย
เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง
เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร
ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด
ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด"

มีอีกส่วนที่อยากฝากไว้ มันไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างหลัก แต่เป็นปฏิบัติการที่สามารถสนับสนุนประชาชน คนที่สิ้นไร้ไม้ตอกได้ อย่างเช่น ชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถ้าเกิดประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ มันก็คงจะเป็นประชานิยมมากกว่านี้ เป็นประชานิยมที่ถาวร แล้วในที่สุดมันจะมีพลวัตไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ทุกวันนี้เรื่องรัฐสวัสดิการอาจดูไกลไป แต่ปฏิบัติการบางอย่างที่สามารถทำได้เลยโดยที่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศ เป็นวาระเร่งด่วน เช่น การมีที่อยู่อาศัยให้กับคนจรเมือง การปลูกโรงนอนที่คุ้มแดดคุ้มฝนที่สนามหลวง มีห้องน้ำสาธารณะ ที่นอน พูดง่ายๆ เราก็จะไม่มีการไปถ่ายอุจจาระตามฟุตบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประชากรเยอะเหมือนอินเดีย

อีกส่วนหนึ่งคือ เปลี่ยนวิธีคิดการทำบุญ ทุกวันนี้เราต้องเห็นพ้องกันหลายส่วนว่า วัดในเมืองตักบาตรอาหารเหลือ ภิกษุต้องมีรถเข็นไปเอาอาหารที่คนใส่เกินความต้องการ แทบจะกินได้ทั้งหมู่บ้าน อธิบายถึงการล้นเกิน เราต้องการสร้างรสนิยมการทำบุญกระแสตรง ด้วยการให้ผู้ที่ต้องการกินอาหารที่แท้จริง จะเป็นกุศลที่แท้จริงด้วย เราจะมีทั้งโรงนอนและโรงทาน เปิดโอกาสให้คนมีเงินเยอะมาทำบุญให้อาหารคนในสนามหลวง คนที่ทำบุญเช่นนี้สัก 30 ครั้ง คุณจะได้เข็มเชิดชูจากรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งเราจะให้โอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีสันดานชั่วร้าย เปิดทางออกให้ประชาชน เปิดปั๊มอิฐดิน ทำเพื่อให้ปัญญาชนชั้นกลางในละแวกนั้นเข้ามาใช้แรงงานบ้าง ให้ได้เหงื่อบ้าง แล้วบันทึกชั่วโมงทำงานของคุณถึงจุดหนึ่งก็ได้เข็มเชิดชู ส่วนประชาชนที่ไม่มีเงินมาปั๊มอิฐดินก็ควรได้เงิน โดยรัฐจะจ่ายให้ก้อนละ 1 บาท เรียกว่ามีทางออกให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกบ้าง อิฐดินตัวนี้อยู่ในกระแสที่ได้รับความนิยม คุณต้องจัดระบบการขายอิฐดิน และสร้างรสนิยมแพร่หลายในการสร้างบ้านดิน ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าปูนซีเมนต์ อย่างนี้ครบวงจร สิ่งเหล่านี้ทำได้เลยไม่ว่ารัฐบาลไหน ถ้าพันธมิตรฯ เอาเรื่องนี้ไปชู ผมว่ามันเป็นมุมมองใหม่ แล้วพันธมิตรฯ จะได้มวลชนชั้นล่างในเมือง ประชาธิปัตย์ก็จะกินรวบฐานคะแนนในเมือง

อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเอง แต่ผมได้แรงบันดาลใจจากทศชาติชาดก ส่วนหนึ่งพูดถึงมโหสถ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งที่น่าสนใจของพระพุทธเจ้า เขาเป็นปัญญาชนมารับใช้ชนชั้นสูงแต่ถึงที่สุดไปมีเมียเป็นชาวนา และในยุคสมัยของเขา เขาเลือกจะสร้างคณะผู้พิพากษาให้เที่ยงธรรมโดยใช้สติปัญญา มีโรงพยาบาลกลาง มันคือ 30 บาทรักษาทุกโรค มีโรงนอนพักค้างคืน มีโรงทาน อาหารสำหรับคนจร ฉะนั้น ไม่แปลกทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ใหม่ ทำลายโครงสร้างเดิมของพราหมณ์และฮินดู วิธีคิดของสิทธารัตถะเรื่องรัฐสวัสดิการมันสั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ผมอาจละเมิดมาร์กซิสม์ที่จิตนิยมเกินไปหน่อย แต่ผมอยากให้คนอ่านบทสัมภาษณ์นี้กลับไปอ่านเรื่องมโหสถ เขาพูดเรื่องการพูดด้วย กับเพื่อนบ้านทำอย่างไรไม่ให้มีสงคราม เราเทียบเคียงกับเรื่องเขมรได้เลย ทศชาติชาดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด