| | วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:00:08 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ "บรรหาร"... ล้างคาวปลาไหลใส่หัวมังกร คอลัมน์ มนุษย์การเมือง โดย อิศรินทร์ หนูเมือง isuans@hotmail.com
ทั้ง "เนวิน ชิดชอบ-ชุมพล ศิลปอาชา-สมศักดิ์ เทพสุทิน-พินิจ จารุสมบัติ" ล้วนยกให้ "พี่บรรหาร-อาบรรหาร" เป็นหัวขบวน เป็น "หัวขบวน" ที่ไม่มี "ประชาธิปัตย์" อยู่ในขบวนเดียวกัน เพราะ ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา-เพื่อแผ่นดิน-ภูมิใจไทย และกิจสังคม ล้วนต้องการตรงกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพียง 2 มาตรา อย่างเร่งด่วน โดยไม่ต้องผ่านการทำประชามติ ทุกพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการแก้ไขเขตเลือกตั้งเป็น "เขตเดียว-เบอร์เดียว" เพื่อรองรับการเลือกตั้งสมัยหน้า พ่วงกับมาตรา 190 ที่ว่าด้วยการทำ สนธิสัญญาต้องผ่านรัฐสภา คน นอกสภา-นอกพรรค-นอกรัฐบาล แต่มีบารมี ที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา จึงถูก ชูขึ้นเป็น "สัญลักษณ์" ในการต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์ เคยมีชื่อ "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นผู้ริเริ่ม-สร้างสรรค์ เคยเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ก่อนก่อเกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 ขับเคลื่อนในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ในสถานภาพเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลขณะนั้น คือประชาธิปัตย์ ที่มี "ชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี การ เคลื่อนไหวก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ของ "บรรหาร" แบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนกับประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับสมัยปัจจุบัน คราว นั้น "บรรหาร" จับมือ "ลับ ๆ" กับพรรคกิจสังคม พลังธรรม ประชากรไทย และความหวังใหม่ โดยมี "สัตยาบัน" ร่วมกันว่าหากชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนรวมกันเกินกึ่งหนึ่งจะรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล "บรรหาร" จับมือกับ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รวบรวม-เรียบเรียง-ยกร่าง แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาพพรรคปลาไหล ได้ภาพใหม่ ด้วยการ "ล้างคาว" จาก "บรรหาร" และคณะ พรรคชาติไทย กลายเป็นพรรคแรก ที่ประกาศแนวคิดชูธง "ปฏิรูปการเมือง" ทำให้พรรคชาติไทย ชนะการเลือกตั้ง อันดับ 1 ด้วยคะแนนเสียง จำนวน ส.ส. 92 ที่นั่ง ทำให้ "บรรหาร" ก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 21 แม้ "บรรหาร" จะร่วงหล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก่อนเวลาอันควรในปลาย ปี 2539 เพราะเหตุแห่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิตการเมือง เป็นความเจ็บปวดที่พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ-ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฝากเป็นแผลเป็น บันทึกไว้ในสภาผู้แทนฯจวบจนทุกวันนี้ ทั้งเรื่องสัญชาติของ "เตี่ย" และวงศ์ตระกูล ทั้งเรื่องเอกสารการแจ้งเกิด-สัญชาติมังกร และข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ พ่วงด้วยข้อครหา รับเงินจากราเกซ สักเสนา 300 ล้านบาท บรรหารบอกว่า "เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมและครอบครัวมีความรู้สึกบาดหมางใจต่อพรรคประชาธิปัตย์อยู่นาน" แต่การขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงเป็นไปต่อเนื่องจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ประกาศใช้ 11 ตุลาคม 2540 เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล "ศิลปอาชา" จาก นั้นชื่อ "บรรหาร" ลูกลบออกจากทำเนียบคณะรัฐมนตรี ตกอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน "อดอยากปากแห้ง" อยู่หลายปี เพราะมรสุมจากพายุ "ไทยรักไทย-ทักษิณ ชินวัตร" ถล่มเลือกตั้ง 2 สมัย (พ.ศ. 2544-2548) ต่อเนื่อง แต่แล้ว "บรรหาร" ก็กลับมาผงาดอีกครั้ง เมื่อ "ทักษิณ-ไทยรักไทย" มีอันเป็นไปทางการเมือง "บรรหาร" ในวัย 76 ปี ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง แต่พลั้ง-พลาด เมื่อพรรคชาติไทย "ถูกยุบ" เมื่อชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเสนอในสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองดั้งเดิมของ "ศิลปอาชา" ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่จากรากเดิมเป็น "ชาติไทยพัฒนา" มี "บรรหาร" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ "เรื่องราวทางการเมือง มันต้องลืมกันบ้าง ไม่ลืมไม่ได้...ผมลืมไปเยอะแล้ว" บรรหาร-ปลด-ปลง กับวัฏจักรทาง การเมือง ด้วยลีลา-ปลาไหล "บรรหาร" ยังรัก-ยังอาวรณ์ "ทักษิณ" อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านการทอดไมตรีถึง "เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานพรรคเพื่อไทย "บรรหาร" ยังรัก-ยังขมขื่นอยู่กับ "อภิสิทธิ์" นายกรัฐมนตรี แห่งพรรค ประชาธิปัตย์ การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างร้อนรน-รุกรบ ของ "บรรหาร" กับแนวร่วมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นแนวต้าน "ทักษิณ" และประชาธิปัตย์ ในสมัย เลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อหวัง "รีเทิร์น" เส้นทางอำนาจอีกครั้ง จึงเป็นจังหวะก้าว-จังหวะชีวิต-จังหวะอำนาจ ที่สำคัญของ "บรรหาร" ตามคำที่เขาเคยประกาศ "ผมจะกลับมา...ผมจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง" หากไม่มีอุบัติเหตุการเมืองซ้ำ ชื่อ "บรรหาร" จะกลับมาลงสนามเลือกตั้งได้ในปี 2556 ขณะนั้นเขาจะมีอายุครบ 81 ปี ทรัพย์สิน ศฤงคารของ "บรรหาร"คนเดียวมี 2,923 ล้านบาท รวมกับของ คุณหญิงแจ่มใสอีก 445.8 ล้าน ทั้งสองสามีภริยาคู่นี้รวย 3,368.8 ล้านบาท และไม่มี "หนี้สิน" สักบาทเดียว ควรทราบว่า "บรรหาร" คนเดียว มีสมุดบัญชีเงินฝาก ณ มีนาคม 2551 รวม 13 บัญชี ครอบครองที่ดินทั้งในสุพรรณบุรี-ชัยนาท-นนทบุรี-กรุงเทพฯ รวม 201 แปลง และบ้าน 3 หลัง ส่วนภริยาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน 42 แปลง ทั้ง 2 คนครอบครองที่ดินที่ไม่มีปัญหาเอกสารสิทธิ 1,893 ไร่ ในย่านทำเลทอง ไม่ นับรวมทำเลทองทางการเมืองในสนามสุพรรณบุรีและภาคกลาง ที่ "บรรหาร" ต้องการครอบครองที่นั่ง ส.ส. เพื่อไต่บันไดอำนาจ กลับคืนสู่อำนาจ...อีกครั้ง |
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553
"บรรหาร"... ล้างคาวปลาไหลใส่หัวมังกร
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น