| | วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 10:00:08 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ "บรรหาร"... ล้างคาวปลาไหลใส่หัวมังกร คอลัมน์ มนุษย์การเมือง โดย อิศรินทร์ หนูเมือง isuans@hotmail.com
ทั้ง "เนวิน ชิดชอบ-ชุมพล ศิลปอาชา-สมศักดิ์ เทพสุทิน-พินิจ จารุสมบัติ" ล้วนยกให้ "พี่บรรหาร-อาบรรหาร" เป็นหัวขบวน เป็น "หัวขบวน" ที่ไม่มี "ประชาธิปัตย์" อยู่ในขบวนเดียวกัน เพราะ ทั้งพรรคชาติไทยพัฒนา-เพื่อแผ่นดิน-ภูมิใจไทย และกิจสังคม ล้วนต้องการตรงกัน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เพียง 2 มาตรา อย่างเร่งด่วน โดยไม่ต้องผ่านการทำประชามติ ทุกพรรคร่วมรัฐบาล ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการแก้ไขเขตเลือกตั้งเป็น "เขตเดียว-เบอร์เดียว" เพื่อรองรับการเลือกตั้งสมัยหน้า พ่วงกับมาตรา 190 ที่ว่าด้วยการทำ สนธิสัญญาต้องผ่านรัฐสภา คน นอกสภา-นอกพรรค-นอกรัฐบาล แต่มีบารมี ที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา จึงถูก ชูขึ้นเป็น "สัญลักษณ์" ในการต่อสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประวัติศาสตร์ เคยมีชื่อ "บรรหาร ศิลปอาชา" เป็นผู้ริเริ่ม-สร้างสรรค์ เคยเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูปการเมือง ก่อนก่อเกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชน พ.ศ. 2540 ขับเคลื่อนในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทย ในสถานภาพเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลขณะนั้น คือประชาธิปัตย์ ที่มี "ชวน หลีกภัย" เป็นนายกรัฐมนตรี การ เคลื่อนไหวก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ของ "บรรหาร" แบ่งขั้วกันอย่างชัดเจนกับประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกับสมัยปัจจุบัน คราว นั้น "บรรหาร" จับมือ "ลับ ๆ" กับพรรคกิจสังคม พลังธรรม ประชากรไทย และความหวังใหม่ โดยมี "สัตยาบัน" ร่วมกันว่าหากชนะเลือกตั้ง ได้คะแนนรวมกันเกินกึ่งหนึ่งจะรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล "บรรหาร" จับมือกับ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รวบรวม-เรียบเรียง-ยกร่าง แนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ภาพพรรคปลาไหล ได้ภาพใหม่ ด้วยการ "ล้างคาว" จาก "บรรหาร" และคณะ พรรคชาติไทย กลายเป็นพรรคแรก ที่ประกาศแนวคิดชูธง "ปฏิรูปการเมือง" ทำให้พรรคชาติไทย ชนะการเลือกตั้ง อันดับ 1 ด้วยคะแนนเสียง จำนวน ส.ส. 92 ที่นั่ง ทำให้ "บรรหาร" ก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี คนที่ 21 แม้ "บรรหาร" จะร่วงหล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ก่อนเวลาอันควรในปลาย ปี 2539 เพราะเหตุแห่งการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เจ็บปวดที่สุดของชีวิตการเมือง เป็นความเจ็บปวดที่พรรคประชาธิปัตย์ นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ-ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ฝากเป็นแผลเป็น บันทึกไว้ในสภาผู้แทนฯจวบจนทุกวันนี้ ทั้งเรื่องสัญชาติของ "เตี่ย" และวงศ์ตระกูล ทั้งเรื่องเอกสารการแจ้งเกิด-สัญชาติมังกร และข้อกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ พ่วงด้วยข้อครหา รับเงินจากราเกซ สักเสนา 300 ล้านบาท บรรหารบอกว่า "เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมและครอบครัวมีความรู้สึกบาดหมางใจต่อพรรคประชาธิปัตย์อยู่นาน" แต่การขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ยังคงเป็นไปต่อเนื่องจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ประกาศใช้ 11 ตุลาคม 2540 เป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล "ศิลปอาชา" จาก นั้นชื่อ "บรรหาร" ลูกลบออกจากทำเนียบคณะรัฐมนตรี ตกอยู่ในฐานะฝ่ายค้าน "อดอยากปากแห้ง" อยู่หลายปี เพราะมรสุมจากพายุ "ไทยรักไทย-ทักษิณ ชินวัตร" ถล่มเลือกตั้ง 2 สมัย (พ.ศ. 2544-2548) ต่อเนื่อง แต่แล้ว "บรรหาร" ก็กลับมาผงาดอีกครั้ง เมื่อ "ทักษิณ-ไทยรักไทย" มีอันเป็นไปทางการเมือง "บรรหาร" ในวัย 76 ปี ท้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อีกครั้ง แต่พลั้ง-พลาด เมื่อพรรคชาติไทย "ถูกยุบ" เมื่อชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเสนอในสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองดั้งเดิมของ "ศิลปอาชา" ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่จากรากเดิมเป็น "ชาติไทยพัฒนา" มี "บรรหาร" เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ "เรื่องราวทางการเมือง มันต้องลืมกันบ้าง ไม่ลืมไม่ได้...ผมลืมไปเยอะแล้ว" บรรหาร-ปลด-ปลง กับวัฏจักรทาง การเมือง ด้วยลีลา-ปลาไหล "บรรหาร" ยังรัก-ยังอาวรณ์ "ทักษิณ" อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านการทอดไมตรีถึง "เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานพรรคเพื่อไทย "บรรหาร" ยังรัก-ยังขมขื่นอยู่กับ "อภิสิทธิ์" นายกรัฐมนตรี แห่งพรรค ประชาธิปัตย์ การเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างร้อนรน-รุกรบ ของ "บรรหาร" กับแนวร่วมพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นแนวต้าน "ทักษิณ" และประชาธิปัตย์ ในสมัย เลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อหวัง "รีเทิร์น" เส้นทางอำนาจอีกครั้ง จึงเป็นจังหวะก้าว-จังหวะชีวิต-จังหวะอำนาจ ที่สำคัญของ "บรรหาร" ตามคำที่เขาเคยประกาศ "ผมจะกลับมา...ผมจะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง" หากไม่มีอุบัติเหตุการเมืองซ้ำ ชื่อ "บรรหาร" จะกลับมาลงสนามเลือกตั้งได้ในปี 2556 ขณะนั้นเขาจะมีอายุครบ 81 ปี ทรัพย์สิน ศฤงคารของ "บรรหาร"คนเดียวมี 2,923 ล้านบาท รวมกับของ คุณหญิงแจ่มใสอีก 445.8 ล้าน ทั้งสองสามีภริยาคู่นี้รวย 3,368.8 ล้านบาท และไม่มี "หนี้สิน" สักบาทเดียว ควรทราบว่า "บรรหาร" คนเดียว มีสมุดบัญชีเงินฝาก ณ มีนาคม 2551 รวม 13 บัญชี ครอบครองที่ดินทั้งในสุพรรณบุรี-ชัยนาท-นนทบุรี-กรุงเทพฯ รวม 201 แปลง และบ้าน 3 หลัง ส่วนภริยาเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน 42 แปลง ทั้ง 2 คนครอบครองที่ดินที่ไม่มีปัญหาเอกสารสิทธิ 1,893 ไร่ ในย่านทำเลทอง ไม่ นับรวมทำเลทองทางการเมืองในสนามสุพรรณบุรีและภาคกลาง ที่ "บรรหาร" ต้องการครอบครองที่นั่ง ส.ส. เพื่อไต่บันไดอำนาจ กลับคืนสู่อำนาจ...อีกครั้ง |
วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553
"บรรหาร"... ล้างคาวปลาไหลใส่หัวมังกร
“บังอร”แม่บุญทุ่มรุ่นเล็ก ผู้พิชิตหัวใจ รมต.ชาญชัย ถูกหางเลข “คดีการเมือง” « PAD's Enemies List
“บังอร”แม่บุญทุ่มรุ่นเล็ก ผู้พิชิตหัวใจ รมต.ชาญชัย ถูกหางเลข “คดีการเมือง”
มติชน : คาราวานรถหรูแล่นสะกดรอยตามป้ายข้อความ “รฤกแห่ง สุขสันต์ ณ วันเกิด ฯพณฯ ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” ในซอยหมู่บ้านเศรษฐกิจ ถนนเพชรเกษม 102 เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 27 พฤษภาคม
ปลายทางอยู่ที่ “บ้านทรงไทย” หลังใหญ่ ซึ่งถูกแปลงสภาพจาก “ที่พักอาศัย” เป็น “ที่ชุมนุม” ของคนการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้า ดารา สื่อมวลชน ประชาชน ฯลฯ ชั่วคราว
สร้างความปลาบปลื้มใจให้แก่ “บุรุษวัย 57 ปี” อย่างยิ่ง
ในชั่วโมงแห่งความสุขของ “ชาญชัย” ปรากฏภาพ “หญิงร่างเล็ก” ยืนขนาบเขาโดยมิห่าง ทั้งคอยจัดการหน้างานให้ออกมาราบรื่น อีกทั้งยังช่วยต้อนรับ “แขกวีไอพี” ระดับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และผู้มากบารมีอีกหลายคน
เธอคือ “ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล” อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี คู่คิดคนสำคัญของ “ชาญชัย”
หลังทำหน้าที่เจ้าบ้านที่ดี “ดร.บังอร” ยอมเปิดปากพูดคุยกับ “มติชน” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของ รมว.อุตสาหกรรมในมุม “อันซีน”
เธอเล่าว่าความประทับใจในตัว “นักการเมืองรุ่นใหญ่” เกิดขึ้นเกือบ 2 ปีก่อน โดยชอบที่เป็นคนอารมณ์ดี มีมุข
กระทั่งวันหนึ่ง “ชาญชัย” ได้งัดกีตาร์คู่ใจมาโซโลเพลง “ทาสเทวี” ให้ฝ่ายหญิง
“…รอ ฉันรอด้วยใจวิงวอน ขอ “บังอร” เมตตารักฝากใจ เพียงยิ้มสักนิดฤทัย ฉันคงพองเรื่อยไป ด้วยธุลีเมตตาของเธอ…”
เล่นเอา “สาวบังอร” ถึงกับอ่อนระทวย
“พอฟังแล้วก็… (หัวเราะ) ท่านเป็นคนอารมณ์ดีอยู่แล้ว และเป็นผู้ใหญ่ อายุมากกว่าดิฉัน 10 กว่าปี ห่างกันเป็นรอบเลย พอมาทำอะไรกุ๊กกิ๊กก็เลยรู้สึกว่าน่ารัก โดนใจ”
“ดร.บังอร” เผยสาเหตุที่ยอมให้ “พ่อหม้าย” เข้ามาแง้มหัวใจ จนนำมาสู่ปรากฏการณ์ “รักต่างวัย” ในที่สุด
หลังจากนั้นคนทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตเยี่ยง “พี่-น้อง-เพื่อน” คอยดูแลกันและกัน
ปัจจุบันกิจวัตรนอกชั่วโมงทำงานของ “รมต.ใหม่ถอดด้าม” จะดำเนินไปอย่างเดิมทุกวัน ตามตารางเวลาที่ “นักวิชาการคู่ใจ” เป็นผู้จัดให้ โดยลุกจากที่นอนในเวลา 04.00 น. เพื่อนั่งเสพสื่อ-เช็คเรตติ้งตัวเอง, ออกกำลังกายยามเช้า,อาบน้ำแต่งตัว และรับประทานอาหารเช้าร่วมกับครอบครัว ก่อนรุดไปกระทรวงอุตสาหกรรมในเวลา 07.00 น.
พอตกเย็น “ชาญชัย” จะกลับมารีแลกซ์ด้วยการเล่นกีตาร์ ตามด้วยการฟิตเนสในบ้าน ซึ่งมีทุกอย่างครบวงจรประหนึ่งฟิตเนสหรู และปิดท้ายที่การอบเซาน่า
“การจัดไทม์เทเบิ้ลให้ท่านนี่ จะนำหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย โดยดูว่าคนวัย 57 ปีต้องออกกำลังกายแบบไหน เวลาโหมงานหนัก ต้องรับประทานอะไร” ดร.บังอรเผย
เธอยืนยันว่าก่อนขึ้นชั้นเสนาบดี “ชาญชัย” เคยเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น โดยพยายามรักษา “ตัวตน” ของตนไว้ให้มากที่สุด นั่นคือ การเป็นคนอารมณ์ดี และมองโลกในเชิงบวก
“เอ้า… ปัญหามันต้องแก้ได้สิน่า เดี๋ยวแก้ได้” คือคำพูดติดปากของ “ชาญชัย” ในยามต้องรับมือกับปัญหา จึงไม่มีวันไหนที่ รมว. อุตสาหกรรมจะ “แบกโลก” กลับเข้าบ้าน
“ด้วยความที่เป็นท่าน ทุกปัญหาแก้ได้หมด ท่านไม่เคยแบกความทุกข์กลับเข้าบ้าน เพื่อทำให้คนที่บ้านไม่สบายใจ อีกอย่างท่านเห็นว่าดิฉันงานหนักแล้ว เป็นอธิการบดีต้องดูแลนักศึกษาเป็นหมื่น ดังนั้นจะไม่มาบอกมาบ่นอะไร แต่จะแก้ปัญหากับทีมงาน และปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพรัก” ดร.บังอรกล่าว
สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปจากวันวานคือเวลาส่วนตัวของครอบครัว “ชัยรุ่งเรือง-เบ็ญจาธิกุล” ที่หดหายไป
ทว่า “ดร.บังอร” บอกว่าได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ก่อนที่ “คนรัก” จะได้อัพเกรดขึ้นเป็นผู้บริหารประเทศ และไม่เคยคิดน้อยใจที่ “ชาญชัย” นำเวลา “ส่วนตัว” ไปทำงานเพื่อ “ส่วนรวม”
ตรงกันข้ามเธอยินยอมให้ “นักการเมืองข้างกาย” เปิดบ้านแสดงพลังด้วยซ้ำ!
“ตั้งแต่ท่านยังไม่เป็นรัฐมนตรี ยังไม่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) บ้านดิฉันก็มีคนมาทานข้าวเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างในช่วงปิดเทอม ดิฉันจะเชิญอาจารย์มาทานข้าวกับอธิการฯหน่อย ถือเป็นการให้ความอบอุ่นกับลูกน้อง ส่วนท่านเองก็เปิดโอกาสให้พี่น้อง ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นสมาชิก พผ. หรือพรรคอื่น แวะเวียนมาทานข้าวด้วย และถือโอกาสปรึกษาหารือ วางยุทธศาสตร์กัน ดังนั้นถามว่าเรื่องเปิดบ้านแบบนี้กังวลไหม ไม่เลย ชินมากกว่า”
อนุญาตให้หัวหน้า พผ. กางมุ้งให้บ้านได้?
“ได้เลย ได้ค่ะ” ดร.บังอรตอบเสียงใส
แม้ “อธิการบดีหญิง” จะเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองมากอยู่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ผู้ใกล้ชิด-คนแวดล้อม” นักการเมืองหลายคน ไม่พร้อม “ตกเป็นเป้าสังคม” และไม่ยินยอม “ถูกกระทำ” ร่วมกับคนการเมืองเหล่านั้น
ล่าสุด “ชาญชัย” ถูกนักวิชาการอิสระยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2551 เนื่องจากสงสัยว่ามีการซุก “มหาวิทยาลัย” ไว้ในชื่อ “ภริยานอกสมรส”
“ผู้ต้องสงสัยเบอร์ 1″ ชี้แจงว่า เธอเป็นทั้งผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการ และเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ส่วน รมว. อุตสาหกรรมเป็นเพียงอดีตกุนซือเท่านั้น แต่เข้าใจว่าเมื่อเธอเฉียดกายเข้าใกล้นักการเมือง ก็เป็นธรรมดาที่จะถูกดึงไปโยงด้วย
“ดิฉันถือว่าไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นไร เราทำงานด้านการศึกษาต้องเปิดใจกว้าง พร้อมรับทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นบวก หรือลบ ถ้าเป็นบวก เราก็ยินดี สุขใจ อิ่มเอมใจ แต่ถ้าเป็นลบ ก็ต้องวางเฉย คือ… ความที่เรารักกัน มันก็เป็นสิทธิของเรานะว่าจะจดทะเบียนสมรสเมื่อไร พร้อมจะดูฤกษ์งามยามดีเมื่อไรตามประเพณีแบบไทยๆ ณ ตอนนี้ดิฉันกับท่านยังไม่ต้องจดทะเบียนสมรส จึงยังไม่ต้องแจ้งทรัพย์สินในส่วนของดิฉัน” หญิงผู้ไม่ใช่ “คู่สมรส” แต่เป็น “คู่รัก” ของ รมว.อุตสาหกรรมกล่าว
ทำใจได้ถ้าจะถูกขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัว-เรื่องทรัพย์สิน?
“ดร.บังอร” สวนทันควัน “ดิฉันเป็นคนไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว เพราะถือว่าความจริงก็คือความจริง และยึดความถูกต้อง ดังนั้นถ้าจดทะเบียนสมรสเมื่อไร ก็จะแจ้งทรัพย์สินทันที เพราะถือว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยถูกต้อง มีที่มาที่ไปชัดเจน”
เกรงว่าสมบัติในกรุจะหดหายไปหรือไม่ เพราะนักการเมืองใช้เงินเปลืองมาก?
เศรษฐินีกลั้วหัวเราะก่อนบอกว่า “ท่านเป็นคนมีกติกาในการใช้เงินมานานแล้ว พอเงินเดือนออกจะแบ่งเลยว่าส่วนไหนนำจะไปช่วยงานบุญชาวบ้าน โดยเลขาฯ จะลิสต์รายการมาเลยว่ามี่กี่รายการ ใช้เงินเท่าไร หรือถ้าเพื่อนฝูงเดือดร้อน ท่านจะยื่นมือเข้าไปช่วยเลยเพราะเป็นคนใจกว้าง แต่ก็เป็นคนประหยัดนะ ไม่ฟุ่มเฟือย อย่างนาฬิกาที่ใส่ก็ไม่เน้นแบรนด์เนม เรือนละ 2,000-3,000 บาทก็ใส่ได้ ถ้าพอใจคุณภาพคนไทยทำ อย่างเสื้อผ้าก็ซื้อของโอท็อป จ.มหาสารคาม ง่ายๆ และได้ช่วยชาวบ้าน”
แม้แต่ตัว “ดร.บังอร” เองยังลงทุนหอบสังขารไปถึง จ.มหาสารคาม เพื่อซื้อที่นอนหมอนมุ้งครั้งละ 5,000-6,000 ชุด
ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยอุดหนุนชาวรากหญ้า
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเพื่อช่วยเพิ่มเรตติ้งในพื้นที่ให้ “หวานใจ”
ส่วนที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า “อธิการบดีคนดัง” มีส่วนเสริมบารมีทางการเมืองให้แก่ “รมต.ร่างใหญ่” ทั้งจากสถานะที่มั่งคั่ง หรือแม้กระทั่งการจัดนักศึกษากว่า 200 ชีวิตมาเป็นโหวตเตอร์ในการเลือกคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พผ. นั้น
“ผู้มีอุปการคุณรายใหญ่” เลี่ยงที่จะตอบตรงๆ โดยบอกเพียงว่า “คนรักกัน ถ้ามีอะไรแบ่งเบาท่านได้ ดิฉันก็ต้องช่วย”
หากให้นิยามตัวเองว่าเป็น “หลังบ้าน” แบบไหน?
“ดร.บังอร” ชิงออกตัวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส จึงไม่รู้ว่าเรียกหลังบ้านได้หรือไม่ แต่เรื่องเป็นคู่รักกันนี่เป็นแน่นอน พร้อมยืนยันว่าทั้ง 2 คนมีความรักให้แก่กันอย่างเปี่ยมล้น ไม่แพ้คู่รักคู่อื่นๆ
ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ตรงจากปาก “แม่บุญทุ่มรุ่นเล็ก” ผู้พิชิตหัวใจของ “นักการเมืองร่างใหญ่”!!!
http://pantamitenemieslist.wordpress.com/2009/05/29/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A5/
เปิดชื่อบิ๊กการเมือง เจ้าสัว คนดัง ตบเท้าเข้าเรียนมหา′ลัย"กรุงเทพธนบุรี" รมต.ชาญชัย รับประกันคุณภาพ!
รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
รายงาน : น้ำคำทำร้ายชายแดนใต้ ‘ปัทมา หีมมิหน๊ะ’ ณ สะบ้าย้อย
Thu, 2010-01-28 21:38

เวทีเสวนาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา
โดยมีปัทมา หีมมิหน๊ะ (ที่สองจากซ้าย) นั่งอยู่ด้วย
“เรามีเป้าหมายชีวิตคือ เมื่อจบการศึกษาแล้วจะทำงาน เก็บเงินให้น้องๆ 4 คน แล้วก็แต่งงาน มีลูก แต่ความเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเกิดขึ้น นับตั้งแต่สามีถูกจับกุมตัวไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วในคดีความมั่นคง ชีวิตเหมือนพลิกฝ่ามือ จากที่กำลังจะสบายเพราะได้ลงทุนสร้างร้านคาร์แคร์ แต่ก็ต้องติดลบขึ้นมาอีกครั้ง ต้องเจอกับความกดดันจากสังคม แม้สามียังไม่มีความผิดจนกกว่าศาลจะมีคำพิพากษา แต่ชาวบ้านได้ตัดสินไปแล้วว่าเราเป็น “เมียโจร”
นั่นคือประโยคหนึ่งที่พรั่งพรูออกมาจากปากของ “ปัทมา หีมมิหน๊ะ” ในเวทีเสวนาที่ชาวบ้านซึ่งเป็นญาติของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่ สงบและครอบครัวผู้ต้องหาในคดีความมั่นคงในอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จัดขึ้นเอง เพื่อฟังคำตอบจากปากของเจ้าหน้าที่รัฐ
เวทีนี้จัดขึ้นระหว่างจัดงานเลี้ยงอาหารเพื่อรับบริจาคจัดตั้งกองทุนใน การดำเนินโครงการช่วยเหลือครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ ครอบครัวผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เด็กกำพร้าและเด็กยากจน เรื่อง “เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยสันติ” ขึ้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2553 ที่ร้านคาลิดคาร์แคร์ บ้านเพ็งยา ตำบลสะบ้าย้อย อำเภอสะบ้าย้อย
แม้ในเวทีเสวนามีชาวบ้านเข้าร่วมไม่มากนัก หรือประมาณ 30 คน แต่ก็ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและองค์กรพัฒนาเอกชนจำนวนหนึ่ง เพราะถือว่าเป็นเวทีที่ชาวบ้านจัดเอง โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐมาตอบคำถาม ซึ่งหาไม่ได้ง่ายในสถานการณ์เช่นนี้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แทนที่จะเก็บความช้ำใจที่ได้รับผลกระทบแล้วหนีหายไปหรือตอบสนองด้วยวิธีการ ที่ไม่อาจยอมรับได้ในทางสันติวิธี
เวทีเสนาที่ประกอบด้วย ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งสามฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง นำโดยนายสมโภช โชติชูช่วง นายอำเภอสะบ้าย้อย ร.ต.กัมปนาท เพ็งคล้าย นายทหารพระธรรมนูญ จากกองพันทหารพรานที่ 42 แทนผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 42 และพ.ต.ท.อุทัย รักษ์นวล สารวัตรป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรสะบ้าย้อย รวมเสวนา โดยมีนางสาวนารี เจริญผลพิริยะ หัวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน เป็นผู้ดำเนินรายการ
แม้เวทีเสวนาที่เหมือนเครื่องร้อนช้าไปหน่อยจากการเกริ่นนำถึงภารกิจของ หน่วยงานรัฐในพื้นที่ กับการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษ ทั้งกฎอัยการศึก พระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) และล่าสุดคือพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2550 ที่รัฐบาลได้ประกาศใช้ในพื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่ ร.อ.กัมปนาท ระบุว่า ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้ในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดแนวปฏิบัติออกมา ดังนั้น จึงยังไม่ยกเลิกกฎอัยการศึก ส่วน พ.ต.ท.อุทัย ก็บอกว่า ยังต้องใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เชิญตัวผู้ต้องสงสัยอยู่
บรรยากาศเริ่มเข้มข้น เมื่อในเวทีเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้พูดบ้าง เริ่มด้วยนายอับดุล รอหีม ซึ่งพิการขาขาดทั้งสองข้าง เนื่องจากถูกระเบิดที่ตลาดลำไพล อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ปี 2549 ว่า ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่ทำผิดไปแล้วก็ขอให้เลิก ส่วนคนที่โดนกับตัวเองนั้น ก็คืออัลเลาะห์ให้เราเป็นอย่างนี้
ต่อด้วยการพูดของปัทมา หีมมิหน๊ะ ซึ่งเธอบอกว่า มีตำรวจคนหนึ่งไปพูดที่ตลาดสะบ้าย้อย บอกว่าลูกเขยของครูมณี เป็นโจรติดคุก ซึ่งคนเชื่อเพราะเป็นตำรวจ เกียรติยศศักดิ์ศรีที่สะสมมาตลอดชีวิตหายไปหมดเพราะตำรวจคนนั้น พอไปขึ้นศาล ก็บอกว่าไม่มีหลักฐาน
“เคยถามหัวหน้าศาลว่าหลักฐานแค่นี้ ทำไมถึงต้องถูกจับด้วย ศาลบอกว่าไม่ถึงกับถูกจับ แต่ศาลต้องเคารพตำรวจที่เขานำเสนอสำนวนมา ศาลก็ต้องไต่สวน เราจึงไม่ใช่ไม่มั่นใจในกระบวนการยุติธรรม แต่เราไม่แน่ใจ โดยเฉพาะต้นทางของกระบวนการยุติธรรม”
แม้เธอกับสามีจะแต่งงานกันก่อนที่สามีจะถูกจับไปเพียง 2 เดือน แต่เธอก็บอกว่า ตัวเองพอจะรู้ว่าสามีเราเป็นอย่างไร
“ขนาดเราขับรถไปจอดที่ตลาด ตำรวจก็มาถามว่ามาสังเกตการณ์อะไร เจอกับผู้ใหญ่หลายคน ก็บอกว่า ผมสนใจเคสนี้ จะไปศึกษาดูว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เหมือนกับสายลมแสงแดด บางคนบอกว่าเราเหมือนถูกหลอก(สะอื้น) แต่เราคิดว่าเราเหมือนลอยอยู่ในน้ำ มีอะไรลอยมาก็คว้าไว้ก่อน เพราะอาจจะมีซักครั้งที่พาเราไปได้ บางคนบอกว่าหาผัวใหม่ได้แล้ว เขาพูดได้อย่างไรในขณะที่เรากำลังเสียใจอยู่”
“เราไม่เคยคิดเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบ แต่วันนี้สามีเราถูกจับ ทำให้เรารู้ได้เลยว่าคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเขารู้สึกอย่างไร เพราะแนวร่วมที่มีอยู่ก็เกิดขึ้นมาจากความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นเรื่องที่แก้ยาก เจ้าหน้าที่รัฐก็แก้ไม่ได้ อยากให้เจ้าหน้าที่รัฐได้เข้าไปฟังการไต่สวนพยานของศาลด้วย เพราะจะได้รู้ว่าทำไมชาวบ้านจึงไม่เชื่อตำรวจเลย”
ต่อด้วย อับดุลรอซะ โต๊ะหีม ที่พูดว่า ตั้งแต่พี่ชายตนถูกจับ ก็ทำให้ผมไม่มีพี่ชายอยู่ด้วย พี่ชายกำลังจะเรียนจบศาสนาชั้น 10 กำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ก็ถูกทหารจับตัวไป ขอให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเรื่องพี่ชายตนด้วย ตอนนี้คดีขึ้นศาลแล้ว ศาลถามเจ้าหน้าที่ว่า ทำไมถึงจับคนนี้มา เจ้าหน้าที่บอกว่า เพราะคนที่ก่อเหตุยิงคนอื่น เป็นคนหัวล้าน ซึ่งคนที่เรียนปอเนาะหัวล้านทั้งนั้น เพราะที่ปอเนาะเขาให้โกนหัว และขอให้กลุ่มก่อความไม่สงบได้หยุดก่อการได้แล้ว เพราะมีแต่ความสูญเสีย หลังจากที่พี่ชายผมถูกจับ ตนเองก็ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบไปด้วย
ส่วนในฟากของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างพ.ต.ท.อุทัย ที่แม้ไม่ได้ให้คำตอบโดยตรงถึงคดีที่ชาวบ้านพูดถึง แต่ก็ได้สะท้อนถึงผลดีของการจัดเวทีครั้งนี้ เพราะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบได้พบปะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โดย ผ่านเวทีสาธารณะซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่ได้รับฟังข้อมูลด้วย
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27517
สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่ | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่
Sun, 2009-08-09 23:55
สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม, มุทิตา เชื้อชั่ง
http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25391
สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที : (2) ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า
Fri, 2009-08-14 00:52
สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม และ มุทิตา เชื้อชั่ง
ความเดิมตอนที่แล้ว สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่
"ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์
คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ
ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ
ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม
ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ"
ประชาไท: ถ้าเราพุ่งเป้าว่าการเสียผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คนออกมา โดยอธิบายมุ่งไปที่นโยบายประชานิยมซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างจิตสำนึกใหม่ๆของประชาชน คำถามคือ รัฐบาลต่อๆ จากทักษิณก็ไม่ได้ล้มประชานิยม สานต่อหลายอย่าง ผลิตใหม่หลายอย่างด้วยซ้ำ
ไม้หนึ่ง: ผมเถียงครับ อันที่จริงที่รัฐบาลเหล่านี้สานต่อหรือที่ทักษิณทำเองก็ยังเป็นที่กังขาว่า คุณทำแบบอาร์เจนติน่าหรือเปล่า ที่สุดคุณทำให้ประชาชนเป็นง่อยหรือเปล่า แต่ในมุมมองของผม ผมเติบโตในครอบครัวชาวนา พอวัยรุ่นครอบครัวชาวนาของผมยกระดับมาเป็นชาวสวน ชาวนาทำเพื่อกิน ชาวสวนทำเพื่อขาย ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ผมกลายมาเป็นพ่อค้า ผมยกระดับตัวเองมาตลอด แล้วผมก็มีการศึกษาระดับเดียวกับพวกคุณ ผมเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ผมเห็นชีวิตคนที่มันเปลี่ยนไปด้วยทรัพยากร อำนาจ และโอกาส บางครั้งอำนาจกับโอกาส มันเป็นสิ่งเดียวกัน เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่น ถึงแม้ว่าคนภาคใต้อาจจะเถียงว่าภาคใต้ไม่มีโอเค มันเพิ่งมีมา 6 ปี ต้องขยายเพิ่มด้วย ที่ผ่านมาใช้ฐานความคิดแบบนักการเมืองซึ่งล้าหลังแบบฐานคะแนนกูก็ให้ก่อน แต่คุณจะบอกว่ามันผิดไม่ได้ คุณต้องบอกว่ามันเป็นพลวัต ถ้ามันหมุนไปสู่จุดที่ดีก็ต้องบอกว่ามันถูก แต่ถ้ามันถอยไปสู่การที่แบ่งประเทศ อันนั้นมันก็เลวร้าย
เพราะฉะนั้น เงินสองหมื่นบาทมันทำให้คนเปลี่ยนจากชาวนาโดยไม่ต้องเป็นชาวสวนแบบผม แต่เป็นพ่อค้าบะหมี่ชายสี่ฯ ได้เลย แล้วคุณอาจจะถามผมว่า อ้าว แล้วความพอเพียงล่ะ...ความพอเพียงก็เป็นความลวง ในขณะที่ภววิสัยทางโลกเป็นทุนนิยม เป็นคลื่นกระแสที่เชี่ยวกราก คุณต้องทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน คือ คุณต้องพอเพียงในรสนิยม คุณควรจะมีมือถือในยี่ห้อที่ไม่ต้องใช้เน็ตได้ถ้าคุณเป็นชาวนา หรือว่าบางเงื่อนไขคุณไม่จำเป็นต้องใช้ ทุกอย่างต้องพอเพียงในรสนิยม แต่ในการทำมาหากินต้องสอดรับกับภววิสัยทางโลก
สรุปง่ายๆ ว่า ตอนนี้นักการเมืองเลว ที่สุดวิธีคิดการมองว่าสังคมชั่วร้าย คนยังด่าพ่อค้าคนกลางอยู่เลย ซึ่งมันถูก แต่พ่อค้าคนกลางคือใคร แทบเป็นเครือข่ายของชนชั้นสูงทั้งนั้น แต่ในขณะกระบวนทัศน์ของพรรคไทยรักไทย หรือวิธีคิดของพรรคไทยรักไทยพูดถึง SMEs และ OTOP สิ่งเหล่านั้นอย่าทำเป็นเล่นไป ชาวนาที่มีลูกจบ MBA มันไม่ยากเลยที่เขาจะมาแทรกตัวในการค้าเสรีแล้วส่งข้าวของพ่อเขาเองตามห้าง ทุกคนได้เงินสองหมื่น มีทรัพยากร มีทุน ได้โครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อการผูกขาดของชนชั้นใดชนชั้นหนึ่ง จริงๆ มันก็สรุปไม่ได้ว่าไม่เอื้อ แต่มันส่งเสริมรายย่อย ไม่ว่า SMEs OTOP แต่สิ่งที่พวกคุณคุ้นเคยยกตัวอย่างเรื่องไวน์ คุณคุ้นเคยกับการที่ทักษิณทำให้มีไวน์ออกมา 500 ยี่ห้อ ผ่านไป 5 เดือนเหลืออยู่ 5 ยี่ห้อ แม่ง! นโยบายนี้เลว เฮ้ย! คุณวิปริตว่ะ ถ้าเกิดคุณสรุปอย่างนี้ อันนี้คือปรัชญาพื้นฐานของการพัฒนาสังคม ปริมาณไปสู่คุณภาพ ที่สุดตลาดจะเลือกคุณภาพ
"นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต
แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด
ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ"
ถ้าคนเคลื่อนไหวเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวที่ได้จากโครงการประชา นิยม รัฐบาลไหนก็ทำได้ ก็ทำประชานิยมสิ ทำไมคนจะต้องยึดติดกับไทยรักไทยด้วย หรือมันมีหลักการอะไรบางอย่างหรือเปล่าที่ทำให้เขาออกมา
ความจริงใจไง เอาง่ายๆ ทุกรัฐบาล คนที่ถือครองอำนาจรัฐ มันฉกชิงอำนาจและทรัพยากรไปจากคนทั้งนั้น แต่ความจริงใจจะทำให้ประชานิยมไปพ้นจากทฤษฎีสู่การปฏิบัติที่แท้จริง พูดตรงๆ นะ ไอ้ม็อตโต้ ที่บอกว่า จงอย่าเอาปลาไปให้ประชาชน แต่จงสอนประชาชนให้จับปลา มันเป็นวาทกรรมที่ใช้ไม่ได้กับเมืองไทย เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มันเป็นม็อตโต้ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จากสังคมที่ไม่มีความสมบูรณ์ ในเรื่องทรัพยากร ไม่มีความสมบูรณ์ในภูมิประเทศ เอ้า คุณ ดูง่ายๆ อย่างเมืองจีนและรัสเซีย เขามีพื้นที่เพาะปลูกได้กับพื้นที่เพาะปลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไอ้วิธีคิดอย่างนี้ถึงสอดรับกับภูมิประเทศของเขา แต่ของเราทุกวันนี้แทบไม่มีแล้วไอ้พื้นที่ที่จะต้องมีอีสานเขียวอยู่ มันแทบจะมีแต่พื้นที่น้ำท่วม เพราะปัญหาจากเขื่อน พูดง่ายๆ ว่าอย่าให้วาทกรรมนี้เข้ามา หรือเข้ามาได้แต่คุณศึกษากันในหมู่นักวิชาการ ทันทีที่คุณจะไปสู่การปฏิบัติ คุณต้องบอกใหม่ว่า จงคืนปลาสิบตัวให้แก่ประชาชนสักแปด คุณเอาไปแค่สองตัว
ปัญหาของเราคือ คุณไม่ต้องสอนประชาชนจับปลาหรอก ประชาชนทำมาหากินได้ เขาขาดแค่ปัจจัยบางอย่าง ที่ช่วงสังคมพัฒนาการมาเป็นสังคมสมัยใหม่ หรือสังคมนิคส์ เขาขาดโครงสร้างบางอย่างพังไปอย่างเช่น โครงสร้างแข็งแรงในเรื่องของทฤษฎีเกษตร
ทฤษฏีเก่าคือ ชาวนาชาวสวนถูกทำลายโดยเจียไต๋ ผมเติบโตมาในยุคนั้น เติบโตมาพร้อมกับเจียไต๋ ผมเติบโตที่นครชัยศรี สวนของเรามีนาด้วยเกือบ 80ไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงปลา ปลูกผัก แต่เราทำเพื่อรับใช้ปากท้องของพวกเรา ต่อมาถูกเปลี่ยนโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ บริษัทปุ๋ย ให้ลดพื้นที่การปลูกข้าวให้น้อยลงเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือผักเชิงเดี่ยว เพื่อส่งขายปากคลองตลาดเราถูกทำให้อ่อนแอตั้งแต่ตรงนั้น ที่สุดประชาชนของเราจับปลาเก่งมาก แต่ปัญหาของเราที่แท้จริงไม่ใช่ประชาชนจับปลาไม่เป็น แต่คือการที่มีโจรช่วงชิงปลาของประชาชนไปตลอดเวลา ทุกวันนี้ประชาชนได้กินปลาแค่ 2 ตัว แต่อีก 8 ตัวมันถูกชิงไปไม่ว่าโดยอำนาจรัฐ จากชนชั้นสูง หรือกระบวนการบ้านเมือง อะไรก็ตามแต่ ตรงนี้สำคัญ
แล้วอีกอย่างหนึ่ง เงินทองของมายา ข้าวปลาเป็นของจริง ใช้ไม่ได้กับภววิสัยปัจจุบัน ภววิสัยปัจจุบัน ในเมื่อโครงสร้างปัจจุบันของคุณถูกทำลายแล้ว ความแข็งแรงเรื่องที่นา สวนผัก สวนผลไม้ ถูกทำลายแล้ว คุณต้องมีเงิน คุณไม่มีต้นข่อยมาสีฟัน คุณต้องจ่ายเงินซื้อเดนทิสเต้ ใกล้ชิด ซอลท์ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พวกคุณก็ถูกชี้นำแบบนี้ แม้แต่กับวงการวรรณกรรมก็ตาม
จะยกตัวอย่างเรื่องสั้นของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่คุณศุ บุญเลี้ยง วิจารณ์คุณกนกพงศ์ 3 ปีแล้วมั้ง ผมจำไม่ได้ ที่แพ่งนรา เนื้อเรื่องคือ คุณยายคนหนึ่งอยู่กับบ้านทำการเกษตร หักของเก็บผลผลิตทางการเกษตรมาขายหน้าบ้านโดยไม่เอากำไร การชี้นำอย่างนี้เป็นปัญหา อันตรายกับประชาชน ราษฎร พลเมืองอย่างที่สุด
สมมติว่าคุณยายอยู่พื้นที่ๆ หนึ่งไม่ได้ปลูกหมากเอง ไม่ได้ปลูกพลูเอง คุณยายต้องมีกำไรไหม คุณมองง่ายๆ ว่า เมืองไทยมันอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างเกิดขึ้นจากดิน แล้วคุณเด็ดจากดินไปขาย 2-3 บาทก็ได้กำไรแล้ว มันไม่ใช่ไง คุณต้องอย่าส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ เพราะมันมีบางคนที่จะเหมาผักของคุณยายหมดในเงิน 99 บาท ยังไม่ถึง 100 เลย หรือ 5 บาทมันยังจะเอาเงินถอนจากคุณยายเลย ผักบุ้งกำละ 5 บาท ผักบุ้งมันเอาของคุณยายมาทั้งหมด 10 บาท แต่มันเอามาขายได้ 30บาท ที่สุดคุณต้องทำให้สังคมดำเนินวิถีชีวิตสอดรับกับกลไกการตลาดที่เป็นจริง ไม่ใช่ส่งเสริมการเอารัดเอาเปรียบ
ที่สุดชุดวิธีคิดที่ว่า...เออ เสาร์-อาทิตย์นี้ทำ อะไรกันดีแม่...นี่ไปซื้อผักสิถูกมาก แล้วเราเอามาตั้งขายบ้านหน้าบ้านเราได้กำไร 5 เท่า...คุณส่งเสริมวิธีคิดแบบนี้กันอยู่ทุกวันนี้ ทำไมไม่ไปให้การศึกษาป้าล่ะว่าควรขายเท่าไรเป็นอย่างต่ำ เราขาดปัญญาชนที่จะไปรับใช้ประชาชน คุณลงหมู่บ้านก็จะไปเอาจากเขา นั่งดูป้า ใส่เสื้อผ้าสีนี้ เอาคุณลักษณะของเขามาเขียนเรื่องสั้นส่ง เอาเงินมาใช้ แต่ไม่ได้คืนอะไรให้กับประชาชนเลยแม้แต่ไอเดียในการดำเนินชีวิต และเรื่องสั้นเรื่องนี้ ศุ บุญเลี้ยง จึงวิจารณ์ว่า ถ้าผมเป็นคุณยายแล้วผมทำมาหากินแล้วได้กำไรไม่ได้เหรอ ผมชั่วเหรอ มันกลายเป็นว่านักวรรณกรรม นักคิดนักเขียนในสังคมไทย มุ่งผลิตวาทกรรมที่เหมือนกับว่าคนที่ทำมาหากินที่สุจริต แต่ต้องการได้กำไรที่สอดรับกับภววิสัยทางโลกกลายเป็นคนเลวไปหมด ที่สุดอันนี้ก็ยกระดับมาสู่ทักษิณ
"ผมมองว่าภาววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด
โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ
ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิด
มีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น"
ถามจริงเมืองไทยทำไมเราถึงรู้ว่าทักษิณมันรวยนัก เพราะทักษิณมันต้องแจ้งยอดเงิน ต้องแจ้งอะไรหลายๆ อย่างเหมือนกับผู้แทนทั้งปวง เวลาเข้าเป็นสมาชิกรัฐสภา แต่คนที่ไม่ต้องแจ้งล่ะ แล้วสามารถเอาเปรียบที่กดขี่ประชาชนได้อย่างซึมลึกแล้วก็ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำเหมือนกับน้ำเซาะทราย แล้วคำว่า น้ำเซาะทรายของเขาไม่ใช่จากหนึ่งเป็นสอง แต่จากหนึ่งหมื่นล้านเป็นสองหมื่นล้านในสองอาทิตย์ พวกนี้ไม่มีกฎหมายให้เขาชี้แจง ซึ่งที่สุดโครงสร้างเศรษฐศาสตร์แบบก้าวหน้ามีตั้งแต่สมัยนายปรีดี หรือ อาจารย์ป๋วย เค้าโครงเศรษฐกิจหน้าเหลือง ที่สุดก็เป็น Satire เสียดเย้ยกับพรรคประชาธิปัตย์ ภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน จริงๆ แล้วเราสามารถจูนสังคม ค่อยๆ เคลื่อนไปสู่ประโยชน์ของประชาชน หรือการดูแลซึ่งกันและกันของพลเมืองได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าโครงสร้างการเมืองหรือเศรษฐกิจมันก้าวหน้า คนรวย คุณต้องจ่าย
เมืองไทยมีวิธีคิดหนึ่งที่พวกฝักใฝ่มาร์กซิสม์ถูกด่ามาตลอด ซึ่งเป็นวิธีคิดแทรกซึมของคนชั้นสูงหรือผู้ไม่ต้องการเสียผลประโยชน์มัก กล่าวอ้างว่า คุณจะเป็นคอมมิวนิสต์ไปทำไม ทุกวันนี้ มีจนบ้าง รวยบ้าง คนชั้นกลางบ้าง ถ้าเป็นคอมมิวนิสต์ก็จะจนเท่าเทียมกันหมดจะเอาหรือ มันบ้า เพราะลองไปดูรัสเซียมีแต่น้ำค้างแข็ง ภูเขาเหน็บหนาว ไปดูจีนพื้นที่เพาะปลูกไม่มากมาย ไม่สอดรับกับปริมาณคน ประเทศไทยถ้าคุณจัดโครงสร้างดีๆ ทุกคนจะรวยเท่ากัน
ผมจะเสนอแนวคิดหนึ่งแนวคิดนี้แม้แต่กลุ่มเลี้ยวซ้ายที่มุ่งรัฐ สวัสดิการ เขาก็ยังมองไปอีกทาง ผมก็ไม่เห็นด้วยกับเขา กลุ่มเลี้ยวซ้ายจะมองว่าไม่ส่งเสริมการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ น้ำมัน ไฟฟ้า ประปา แต่ผมมองว่าภววิสัยทางโลก เราต้องส่งเสริมให้แปรรูปทุกอย่างเข้าตลาดให้หมด โดยระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า สาธารณูปโภคพื้นฐาน หรือทรัพย์ในดินสินในน้ำ ทุกคนที่เกิดในอาณาเขตของเมืองไทย ทันที่ที่ลืมตาดูโลกแล้วแจ้งเกิดมีรายชื่ออยู่ในสำมะโนประชากร จะต้องมีหุ้นส่วนในวิสาหกิจนั้น เช่น ปตท. ผมส่งเสริมให้ ปตท.แปรรูปและทำกำไรแต่ประชาชนทุกคนมีชื่ออยู่ในหุ้นของ ปตท.ทันที ถามว่าอย่างนี้ไม่เละเหรอ คุณสามารถจัดสัดส่วนได้ว่าหุ้นที่เป็นของประชากรทั้งหมดเป็นเท่าไร หารได้ปีละ 500 บาทก็สมควร ได้ปีละ 2,000 บาทก็ยิ่งดี ซึ่งในระบบทุนนิยมมันมีแต่ได้ เพราะอะไร เพราะน้ำมันของ ปตท. ประชาชนส่วนใหญ่ต้องใช้ ผมว่าอันนี้เป็นข้อเสนอที่ก้าวหน้ายังไม่เคยมีใครเสนอคล้ายกับระบบสหกรณ์ ปตท.ที่แปรรูปแล้วอยู่ๆ กลายเป็นระบบสหกรณ์ ประชาชนกิน กำไรส่วนหนึ่งก็ให้ประชาชน แม้ว่ากำไรอีกบางส่วนต้องหมดไปกับการบริหาร มันทำได้ ทำไมแนวคิดนี้ไม่มีใครกล้าคิด มันขัดผลประโยชน์ใคร ทุกวันนี้คุณก็รู้ว่ารัฐวิสาหกิจทั้งปวงโบนัสเท่าไร ทำไมการรถไฟของเรามันถึงไม่ดีกว่านี้
เมื่อกี้พูดว่าตอนนี้ประชาชนสุกงอม แต่ดันขาดปัญญาชนแบบที่เคยมี อย่าง 6 ตุลา 14 ตุลา อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกเขาจำนวนไม่น้อยเหวี่ยงกลับไปเป็นกลุ่มคอนเซอร์ เวทีฟในยุคนี้
มันผิดตั้งแต่เราไปมองว่า 14 ตุลา 6 ตุลาเป็นฝ่ายก้าวหน้าแล้ว บอกให้ก็ได้ ทุกวันนี้คนที่ได้ตราประทับจากการเข้าป่า กลายเป็นอภิสิทธิ์ชนส่วนหนึ่ง
"ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง
พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง
แล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ
มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ
ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม
จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ
แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง"
แต่ตอนนั้นเขาก็ก้าวหน้าไม่ใช่หรือ มีไอเดียของการต่อสู้เพื่อความเป็นเท่าเทียม เป็นธรรม
แต่มันยังมีความก้าวหน้าแบบจับพลัดจับผลู ไม่ได้ก้าวหน้าจริง ผมจะยกตัวอย่างให้ ระหว่างคนที่เข้าป่าสมัยนั้น พอป่าแตกออกมาทุกคนเหมือนจะมียศถาบรรดาศักดิ์ที่มองไม่เห็นอยู่ ประชาชนทั่วไปอาจไม่รับรู้ แต่วงวรรณกรรมรับรู้และให้เครดิตพวกเขา แล้วพวกเขาก็เติบโตมาเป็นอะไรต่อมิอะไร คุณไปให้ค่ากับปัญญาชนหรือนิสิตนักศึกษารุ่นนั้น ถ้ามองรายละเอียด หลังจากพวกเขากลับออกมาทำไมเขาจึงฟูมฟายตัดพ้อพรรค ทำไมเข้าไปแล้วไม่ได้เป็น ศ. ไม่ได้เป็นอะไรเลย คุณมีต้นทุนในเมือง แต่โดยทฤษฎีคุณไม่มีต้นทุนชนชั้น และยังไม่ได้รับการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่า มือนิ่มๆ ของคุณรับใช้พรรค รับใช้ประชาชนผู้เสียเปรียบได้แค่ไหน แล้วมันก็เกิดมายาคติเช่น ผมโตเป็นหนุ่มไม่ทัน 14 ตุลา 6 ตุลา ทันทีที่ทะลึ่งมาเป็นผู้ฝักใฝ่มาร์กซิสม์ คำที่ตามมาก็คือ ซ้ายใหม่ ซ้ายไร้เดียงสา เพราะไม่มีต้นทุน เด็กบางคนจนมันจบมหาวิทยาลัยมันอยู่ในเขตงานมาตั้งแต่เกิด ขณะที่คุณเข้าไปตากอากาศแค่ไม่กี่ปี ใครเป็นตัวจริงตัวปลอม ตรงนี้ไม่เคยมีใครมาพูด คุณมีแต่เรื่องเด็กหญิงหมวกดาวแดงที่เป็นลูกสาวของปัญญาชนที่เข้าไปมีเมียมี ลูกกันในนั้นแล้วก็ออกมา อ้าว! แล้วคุณเคยพูดถึงลูกหลานของสหายผู้ปฏิบัติงานไหมว่าไอ้พวกนั้นที่ทุกวันนี้ พ่อแม่มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ แต่ลูกเต้าเติบโตมีวัยเด็กโดยอุดมการณ์การหล่อหลอมของช่วงเวลานั้น
ผมเคยตั้งคำถามกับวินัย อุกฤษณ์ หรือวารี วายุ ที่เกาะบูบู สมัยรัฐบาลทักษิณว่า พี่ ถ้าวันหนึ่งไอ้เด็กที่มันเคยวิ่งส่งข้าวส่งน้ำให้เพื่อนฝูงพี่ที่เข้าป่า แต่วินัยเขาไม่ได้เข้าป่านะ สมัยที่พวกเพื่อนฝูงพี่หนีอำนาจรัฐเข้าไปอยู่ในป่า เด็กพวกนั้นที่มันเป้ข้าวให้พี่ เพราะมือพี่บางเกินไป ถึงวันนี้มันกลายมาเป็นคนรักทักษิณ รักประชานิยม มีโทรศัพท์มือถือ ใช้ชีวิตสอดรับกับกระแสการค้าเสรีอย่างปัจจุบัน พี่จะว่ายังไง พี่วินัยบอกว่าก็ปล่อยมันไป เมื่อมันเหลวแหลกก็ปล่อยให้มันเหลวแหลกไป ตรงนี้ไงที่ทำให้เห็นว่าคุณยึดมั่นถือมั่นกับกลุ่มความคิดบางอย่างแบบแข็ง และไม่เป็นพลวัตเลย ฉะนั้น ผมว่าตอนนี้คุณภาพใหม่ของสังคมไทยอย่างหนึ่งก็คือ เด็กจากเขตงานพวกนั้นมีโอกาสการศึกษาที่สูง ไทยรักไทยอาจช่วยเป็นส่วนน้อยด้วยซ้ำ แต่พลวัตทางสังคมเป็นไปทางนั้น คุณตั้งคำถามถึงเด็กกลุ่มนั้นไหม ลูกเต้าเหล่ากอของผู้ปฏิบัติงานจริงที่เรียนสูงขึ้นเรื่อยๆ แล้วทุกวันนี้อาจจะมาเป็นนักวิชาการ เป็นคนชั้นกลาง หรือเป็นอภิชนที่นอกคอก มันเสือกประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ถ้ากลุ่มคนเหล่านั้นคิดไม่สอดรับกับพวก 14 ตุลา คุณจะเหยียดหยามเขา หรือจะยังไง
ประเด็นก็คือ พวกคุณเหมือนฝูงหมาที่รวมกลุ่มกัน ปริมาณไม่เยอะหรอก แต่คุณเห่าเสียงดัง แล้วคุณเข้าร้าน pet shop คุณตัดแต่งขนอยู่เสมอ มีความสะอาด ขนมัน ปากชมพู ยืนตรง ขี้เล่น ไม่ดื้อ ในขณะที่คุณลืมไปว่าไอ้ทารกหมาป่าตัวจริง ทุกวันนี้มันก็ปรับตัวเข้ากับภววิสัยทางสังคม จนที่สุดมันก็มาอยู่ร่วมในสังคมเดียวกับคุณ แล้วมันเห็นว่าคุณเป็นหมาไม่แท้ คุณเป็นหมาย้อมสี แล้วที่สุดคุณเป็นสัตว์เลี้ยง ในขณะที่เด็กเหล่านั้นเป็นหมาจรจัด สุ่มเสี่ยงกับความอดอยากและอะไรหลายอย่าง ล่าเอง ไม่มีต้นทุน พ่อแม่ส่งให้เรียนแล้วจบ ขวนขวายเอาเอง พอไทยรักไทยมา พ่อแม่ก็บอกว่าเอ้า เงินกองทุนหมู่บ้านสองหมื่นไปเซ็นเอาซะ กลับมาในเมืองเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ เปิดเว็บไซต์ทำมาหากิน มันมีคุณภาพใหม่หลายอย่างที่เติบโตในช่วงที่รัฐบาลไทยรักไทยเข้ามาถือครอง อำนาจรัฐ แต่มันถูกทำลายโดยกลุ่มคนซึ่งพยายามชูภาพความเลวร้ายเก่าๆ ของนักการเมือง
ถ้าพูดถึงนักการเมืองอย่างจาตุรนต์ (ฉายแสง) มันก็โคตรเท่ห์ หน้าตาดี มีการศึกษา มีวิธีคิด มีต้นทุนจากการเคลื่อนไหวจากในอดีต แต่ทำไมเวลาทับถมนักการเมืองถึงพูดถึงแต่ประเภทเนวิน (ชิดชอบ) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) เฉลิม (อยู่บำรุง) คุณไม่แฟร์กับผู้แทนราษฎร ซึ่งนั่นเท่ากับไม่แฟร์กับราษฎร
"การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน
จึงตอบสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น
เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม
ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ
นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน
ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก"
แล้วมองอนาคตยังไง อย่างที่มีข้อเรียกร้องเรื่องขับไล่อำมาตย์ มองความเป็นไปได้ในอนาคตแค่ไหน
โอว ผมมีความหวังเต็มเปี่ยม ผมเป็นคนพุทธ สรุปรวบควบแน่นสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดก็คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ทุกวันนี้อภิสิทธิ์ชนสามารถเชิดชู สามารถเล่นทริกต่างๆ กับรัฐบาลที่อภิสิทธิ์ชนหนุนให้มามีอำนาจได้ มันเป็นไปตามกลไก คุณอาจจะเลือกอำนาจ 3 รัฐบาลเบิ้ลก็ได้ แต่ที่สุด คุณตั้งอยู่แล้วคุณต้องดับไป มันเป็นสัจจะ ฉะนั้นไม่มีใครละเมิดอันนี้ได้ ปีนี้เป็นปีที่ฝ่ายอภิชนรุ่งเรืองที่สุด โหมดการเคลื่อนของมันเคลื่อนไปสู่ความเสื่อม เมื่อถึงจุดหนึ่งประชาชนอาจขึ้นมารุ่งเรือง แล้วในที่สุดก็อาจเสื่อม หรือยกระดับ เปลี่ยนคุณภาพไป ที่สุด ประชาชนจะได้เป็นใหญ่อยู่แล้ว แต่มันอาจยืดเยื้อยาวนาน
ผมถึงเกริ่นเบื้องต้นถึงเวียดนาม โฮจิมินห์ หรือมีวีรบุรุษของเวียดนามเยอะแยะมากมายที่ต่อสู้มาเป็นร้อยปี เราไม่มีกระบวนทัศน์หรือสายธารประวัติศาสตร์ที่แจ่มชัดในประชาชนของเรา พูดง่ายๆ พวกเราเพิ่งสร้างชาติกันขึ้นมาไม่กี่ปี วัฒนธรรม ประเพณี คุณก็เพิ่งเซ็ตติ้งกันขึ้นมา หลายอย่างมันก็ไม่มีรากเหง้าแท้จริง มาจัดกันเอง ตกแต่งกันเอง
ฉะนั้น การศึกษาของคนที่ผ่านมาถูกออกแบบโดยอภิชน จึงตอนสนองความจอมปลอมเหล่านี้ทั้งสิ้น เขาไม่ต้องการให้พลเมืองเข้าใจสัจจะความจริงทางสังคม ฉะนั้น ทุกวันนี้มันจึงเป็นว่าทำไมนักสื่อสารมวลชน กวี นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักอะไรทั้งหลายทั้งปวงที่มันเคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า จึงไม่ยืนอยู่ข้างประชาชน ถึงมีอยู่ก็ส่วนน้อยมาก อย่างแรกคือ คุณถูกเซ็ตติ้งรสนิยม ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง จะบอกให้ว่าผมสกปรกนะ ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ข้อเขียนของผมรับใช้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เช่นเดียวกัน พันธมิตรฯ ก็มีนักคิดนักเขียนที่ยอมสกปรก คือรับใช้กลุ่มมวลชนของเขา แต่ผมกำลังพูดว่า ความสกปรกนี้ไม่ได้อยู่ในจริตของปัญญาชนชั้นกลาง ปัญญาชนชั้นกลางถูกสร้าง ถูกปลูกฝังให้รับใช้อภิชน ดังนั้น จริตเขาจะโน้มไปทางอภิชน สวย สะอาด บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ผมมาเหยงๆ กลางเวที ประชาชนปรบมือให้ผม ให้ดอกไม้ ให้มาลัยผม มีเสียงตอบรับกังวานก้องสนามหลวง แต่คุณเอารูปมาดู มันไม่ถูกจริตคุณหรอก แต่ผมเป็นคุณภาพใหม่ของประชาชนในช่วงเวลานี้ และประชาชนก็ก้าวมาพร้อมกับผม คือ ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็นกวี ส.ส. แม่งก็เป็นกวี ผู้นำ นปช. สามเกลอหัวแข็งบางเวลามันก็กลายเป็นกวีขึ้นมา เฉลิมก็แม่งแทบจะอภิปรายเป็นบทกวี ประชาชน 20 วันข้างทำเนียบผมเห็นอะไร มีคนที่คิดว่าทำงานบริการอยู่ที่พัทยา เห็นผมขึ้นเวทีอ่านกลอน เขาเลยแต่งเพลงมา 3 เพลง เพราะเหมือนทนไม่ไหว คือ แบบนี้กูก็ทำได้ แต่งมา 3 เพลง เพลงหนึ่งเพลงเพื่อประชาธิปไตย อีกเพลงหนึ่งอาจเป็นเพลงรักทักษิณ อีกเพลงหนึ่งพูดถึงความทุกข์ยากของตัวเอง เขามาขอร้องบนเวทีสดๆ มีแต่เนื้อมา นี่คือคุณภาพใหม่ แล้วก็มีการบันทึกบทกวีเอาใส่กระดาษไปอ่านกัน เหมือนเวียดนามในช่วงสร้างชาติ การให้การศึกษาของเขาไม่ใช่แค่การเมืองอย่างเดียว มีสิ่งที่ที่เรียกว่า "เคี่ยวให้ข้น" เพื่อ "ทำมวลสารให้งวด" แล้วก็เหมือนกับเป็นบัวหิมะหรือกำลังใจปลุกเร้ากันและกันในช่วงที่เหนื่อย ล้า
"คุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิม
ที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ
แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า
ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร
เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า
การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน
คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ"
อย่างนั้นควรส่งเสริมให้ประชาชนขึ้นเวทีไปอ่านกวี ไปทำกิจกรรมต่างๆ ไหม
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อ่อนมากใน นปช. ในขณะที่พันธมิตรฯ เขาทำแข็งมาก แต่เบื้องหลังที่ให้ขึ้นมาเขามีการจัดตั้งนะ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกไร้สาระขึ้นมา แต่ของ นปช. มันมีคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งของสังคมไทยที่เรายังสรุปไม่ได้ว่ามันดีหรือมัน เลว ที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวกับอำนาจรัฐหรือการเมือง เรานำโดยภาคประชาชนมาตลอด ไม่ว่านิสิตนักศึกษา หรือช่วงพฤษภา 35 แต่ครั้งนี้มันมีอะไรที่มันเปลี่ยนไป จุดหนึ่งที่ชัดเจนคือ ฝ่ายพรรคการเมืองมานำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พรรคการเมืองมีความพร้อมทั้งฐานเสียง คือมวลชนที่เขาจัดตั้ง มีความพร้อมด้านทรัพยากร ค่าเช่าแสง สี เสียง เวที มีความพร้อมด้านคอนเน็กชั่นอำนาจรัฐ เขาสามารถพูดคุยกับตำรวจ ทหาร หรือมีเพื่อนฝูงอยู่ในเครือข่ายอภิชน พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ถึงจุดที่ขัดแย้งรุนแรงกับสิ่งที่อยู่สูงสุดของขั้วการปะทะ เขาสามารถเคลียร์ความรุนแรงได้หมด
พูดตรงๆ ว่าทำไมสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา เราถึงต้องยกเลิกในวันที่ 14 (เม.ย.) เพราะความขัดแย้งมันล่วงเลยการเผชิญหน้าในระดับที่พูดคุยกันได้ พูดง่ายๆ คือ ความขัดแย้งมันเลยเถิดถึงจุดยอดที่เขาไม่จำเป็นต้องแคร์คุณ เขามีแต่ออเดอร์ลง ไม่มีการสื่อสารที่สมบูรณ์ ฉะนั้น เขาไม่สื่อสารกับคุณ เขายื่นข้อเสนอว่าไม่เลิกก็ตาย มันก็จบ
จริงๆ แล้วผมมองว่าคุณภาพใหม่อย่างหนึ่งในช่วงปัจจุบันคือ มันก้าวผ่านเข้าสู่แพทเทิร์นเดิมที่ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ ผมไม่ได้พูดว่าออกมาต่อสู้ สูญเสียแล้วชนะนะ แต่ผมพูดว่าที่ผ่านมาเราถูกหลอกให้วนเป็นเขาวงกตว่า ออกมาต่อสู้ สูญเสีย เปลี่ยนอำนาจรัฐ แล้วรัฐประหาร เราเริ่มรู้ทันอภิชนหรืออำมาตย์แล้วว่า การต่อสู้ในสเกลที่ใหญ่แต่ยืดเยื้อ ซุ่มซ่อน ต่อเนื่อง ยาวนาน คือการต่อสู้ที่จำเป็นสำหรับประชาชน ซึ่งยังไม่มีทรัพยากร ไม่มีอำนาจ ไม่มีกองกำลังติดอาวุธ
ผมสนับสนุนคุณวีระนะ ในสายตาผมเขาถูกทำให้สกปรก แต่วีระมีต้นทุนในการต่อสู้เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และเขาชัดเจนในการยุติการชุมนุมในวันนั้น นี่แหละคือคุณภาพใหม่ ดันทุรังต่อไปอีก 2 ชั่วโมงก็ตายกันแล้ว ก็เปลี่ยนอำนาจรัฐได้แล้ว แต่คุณภาพใหม่เกิดขึ้น คือเราไม่อยากเห็นการตาย ถึงบางคนจะมองว่าก็มึงก็ไม่อยากตายด้วย จะอย่างไรก็แล้วแต่มันคือคุณภาพใหม่ ต่อสู้ไม่ต้องสงครามครั้งสุดท้าย ไม่ต้องเสียหายกันวันนี้ แล้วก็เหมือนเป็นการสื่อสารนัยๆ ด้วยว่าอำนาจรัฐที่ถือครองนี้มันแค่ตุ๊กตา หนังหน้าไฟ นี่แหละทันทีที่ชัดว่าศัตรูคืออำมาตย์ การต่อสู้ที่ยาวนานยืดเยื้อเท่านั้นจึงจะทำให้สำเร็จผลจริงๆ
"ทศชาติชากดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย
เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง
เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร
ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด
ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด"
มีอีกส่วนที่อยากฝากไว้ มันไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างหลัก แต่เป็นปฏิบัติการที่สามารถสนับสนุนประชาชน คนที่สิ้นไร้ไม้ตอกได้ อย่างเช่น ชุมชนเมืองอย่างกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ถ้าเกิดประเทศเป็นประชาธิปไตยจริง ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ มันก็คงจะเป็นประชานิยมมากกว่านี้ เป็นประชานิยมที่ถาวร แล้วในที่สุดมันจะมีพลวัตไปสู่การเป็นรัฐสวัสดิการ แต่ทุกวันนี้เรื่องรัฐสวัสดิการอาจดูไกลไป แต่ปฏิบัติการบางอย่างที่สามารถทำได้เลยโดยที่สำนักนายกรัฐมนตรีหรือประกาศ เป็นวาระเร่งด่วน เช่น การมีที่อยู่อาศัยให้กับคนจรเมือง การปลูกโรงนอนที่คุ้มแดดคุ้มฝนที่สนามหลวง มีห้องน้ำสาธารณะ ที่นอน พูดง่ายๆ เราก็จะไม่มีการไปถ่ายอุจจาระตามฟุตบาท เพราะประเทศไทยไม่ได้มีประชากรเยอะเหมือนอินเดีย
อีกส่วนหนึ่งคือ เปลี่ยนวิธีคิดการทำบุญ ทุกวันนี้เราต้องเห็นพ้องกันหลายส่วนว่า วัดในเมืองตักบาตรอาหารเหลือ ภิกษุต้องมีรถเข็นไปเอาอาหารที่คนใส่เกินความต้องการ แทบจะกินได้ทั้งหมู่บ้าน อธิบายถึงการล้นเกิน เราต้องการสร้างรสนิยมการทำบุญกระแสตรง ด้วยการให้ผู้ที่ต้องการกินอาหารที่แท้จริง จะเป็นกุศลที่แท้จริงด้วย เราจะมีทั้งโรงนอนและโรงทาน เปิดโอกาสให้คนมีเงินเยอะมาทำบุญให้อาหารคนในสนามหลวง คนที่ทำบุญเช่นนี้สัก 30 ครั้ง คุณจะได้เข็มเชิดชูจากรัฐบาล อีกส่วนหนึ่งเราจะให้โอกาสสำหรับคนที่ไม่ได้มีสันดานชั่วร้าย เปิดทางออกให้ประชาชน เปิดปั๊มอิฐดิน ทำเพื่อให้ปัญญาชนชั้นกลางในละแวกนั้นเข้ามาใช้แรงงานบ้าง ให้ได้เหงื่อบ้าง แล้วบันทึกชั่วโมงทำงานของคุณถึงจุดหนึ่งก็ได้เข็มเชิดชู ส่วนประชาชนที่ไม่มีเงินมาปั๊มอิฐดินก็ควรได้เงิน โดยรัฐจะจ่ายให้ก้อนละ 1 บาท เรียกว่ามีทางออกให้คนสิ้นไร้ไม้ตอกบ้าง อิฐดินตัวนี้อยู่ในกระแสที่ได้รับความนิยม คุณต้องจัดระบบการขายอิฐดิน และสร้างรสนิยมแพร่หลายในการสร้างบ้านดิน ซึ่งต้นทุนต่ำกว่าปูนซีเมนต์ อย่างนี้ครบวงจร สิ่งเหล่านี้ทำได้เลยไม่ว่ารัฐบาลไหน ถ้าพันธมิตรฯ เอาเรื่องนี้ไปชู ผมว่ามันเป็นมุมมองใหม่ แล้วพันธมิตรฯ จะได้มวลชนชั้นล่างในเมือง ประชาธิปัตย์ก็จะกินรวบฐานคะแนนในเมือง
อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมคิดเอง แต่ผมได้แรงบันดาลใจจากทศชาติชาดก ส่วนหนึ่งพูดถึงมโหสถ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งที่น่าสนใจของพระพุทธเจ้า เขาเป็นปัญญาชนมารับใช้ชนชั้นสูงแต่ถึงที่สุดไปมีเมียเป็นชาวนา และในยุคสมัยของเขา เขาเลือกจะสร้างคณะผู้พิพากษาให้เที่ยงธรรมโดยใช้สติปัญญา มีโรงพยาบาลกลาง มันคือ 30 บาทรักษาทุกโรค มีโรงนอนพักค้างคืน มีโรงทาน อาหารสำหรับคนจร ฉะนั้น ไม่แปลกทำไมศาสนาพุทธจึงเป็นศาสนาที่ใหม่ ทำลายโครงสร้างเดิมของพราหมณ์และฮินดู วิธีคิดของสิทธารัตถะเรื่องรัฐสวัสดิการมันสั่งสมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ผมอาจละเมิดมาร์กซิสม์ที่จิตนิยมเกินไปหน่อย แต่ผมอยากให้คนอ่านบทสัมภาษณ์นี้กลับไปอ่านเรื่องมโหสถ เขาพูดเรื่องการพูดด้วย กับเพื่อนบ้านทำอย่างไรไม่ให้มีสงคราม เราเทียบเคียงกับเรื่องเขมรได้เลย ทศชาติชาดกเรื่องมโหสถมันเหมือนกับรัฐสมัยใหม่เปี๊ยบเลย เป็นรัฐสวัสดิการ เป็นรัฐที่นิติรัฐแข็งแรง คนให้ความนิยมกับกษัตริย์อย่างจริงจัง เพราะล้มล้างการกดขี่ ประชาชนเข้าถึงทรัพยากร ใครก็แล้วแต่ถ้าต้องการเป็นที่นิยมของประชาชนในระดับสูงสุด ต้องทำให้ความทุกข์ของประชาชนในเรื่องกายภาพนั้นมีน้อยที่สุด
http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25439
ลอกคราบวัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGOs ไทย | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
ลอกคราบวัฒนธรรมอำมาตย์ในหมู่ NGOs ไทย
Fri, 2010-01-29 17:30
อภิเดช ขำชาติ
ผู้ปฏิบัติงานกลุ่ม NGOsWatch
วัฒนธรรมอำมาตย์ในที่นี้หมายถึง แบบแผนความคิดและการกระทำของหมู่คน ที่ถือตนว่าเป็นผู้ดีมีคุณธรรม เป็นผู้ผูกขาดปกป้องและชี้ทางสว่างแก่บ้านเมือง พวกเขา เท่านั้นที่เป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง และมีภารกิจที่จะต้องปกครองอาณาประชาราษฎรทั้งหลายที่ไม่ประสีประสาและมัก หลงผิดคิดชั่วออกนอกแบบแผนดั้งเดิม ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรมตามที่ผู้กุมอำนาจกำหนด
วัฒนธรรมอำมาตย์ก็ควรคู่กับอำมาตย์ แต่เหตุไฉนมันกลับระบาดไปอย่างกว้างขวาง แม้กระทั่งในหมู่คนที่ประกาศตนว่าทำงานเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับราษฎร /ชาวบ้าน นั่นก็คือบรรดา NGOs ไทยใหญ่น้อยทั้งหลาย ดังที่เราเห็นได้จากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาที่พวกเขาออกมาเป็นคู่หางเครื่องสนับสนุนฝ่ายอำมาตย์ และได้กลายพันธุ์ไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเสื้อเหลืองอย่างภาคภูมิ
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27524?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&utm_content=Twitter
